HSBC ประเมินเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% ชะลอจากไตรมาสแรก แต่ยังสูงกว่าตลาดคาด รับแรงหนุนลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ส่งออกสินค้าเทคโนโลยี และมาตรการรัฐ ขณะที่นำเข้าสินค้าทุนพุ่ง 27.5% ดันดุลการค้าขาดดุล 5.09 แสนล้านบาท พร้อมจับตาดุลบัญชีเดินสะพัดอาจขาดดุลสูงถึง 12% ของจีดีพี สะท้อนโจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยที่การเติบโตยังกระจุกตัวและมูลค่าเพิ่มในประเทศไม่ทั่วถึง

เปิดมุมมองเศรษฐกิจไทย

นายอาริส ดาคาเนย์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำภูมิภาคอาเซียน ธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ชะลอลงจากไตรมาสแรกที่เติบโต 2.8% แต่ยังสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เล็กน้อย โดย HSBC คาดการณ์ไว้ที่ 2.1% ขณะที่ Bloomberg คาดไว้ที่ 1.8%

เมื่อปรับปัจจัยตามฤดูกาล เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 หดตัว 0.2% จากไตรมาสก่อนหน้า หลังจากไตรมาสแรกขยายตัว 0.6% สะท้อนภาพการชะลอตัวของเศรษฐกิจในช่วงกลางปี อย่างไรก็ตาม การลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และการสะสมสินค้าคงคลัง ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงการเติบโตไว้

เศรษฐกิจยังได้แรงหนุนจากมาตรการรัฐ-ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์

นายอาริสระบุว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 2 เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงานและภาคการท่องเที่ยว โดยการบริโภคภาคเอกชนได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อกำลังซื้อของครัวเรือน ขณะที่การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอตัวลง ส่วนหนึ่งจากราคาบัตรโดยสารเครื่องบินที่อยู่ในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวได้รับการชดเชยบางส่วนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งเป็นมาตรการร่วมจ่ายที่ภาครัฐสนับสนุนค่าใช้จ่าย 60% สำหรับสินค้าที่ซื้อจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ภายใต้เงื่อนไขวงเงินรายวันและรายเดือน ด้วยงบประมาณรวม 175,000 ล้านบาท และดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1 มิ.ย.-30 ก.ย. 2569

อีกแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากความต้องการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ทั่วโลกที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้การส่งออกสินค้าของไทยเติบโตในระดับเลขสองหลัก โดยไทยมีบทบาทเป็นฐานการผลิตฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั้งระบบระบายความร้อน แผงวงจรพิมพ์ หรือ PCB และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์

AI ดันส่งออก แต่แลกด้วยนำเข้าสินค้าทุนพุ่ง

นายอาริสกล่าวว่า แม้การส่งออกสินค้าได้รับอานิสงส์จากกระแสการลงทุนด้าน AI แต่ด้านการนำเข้ากลับเพิ่มขึ้นถึง 27.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากไทยเร่งนำเข้าสินค้าทุนและเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อรองรับการก่อสร้างและขยายศูนย์ข้อมูล

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ดุลการค้าสุทธิในรูปตัวเงินพลิกกลับมาขาดดุลประมาณ 509,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับการขาดดุลที่กว้างที่สุดนับตั้งแต่ปี 2536 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีข้อมูลในชุดดังกล่าว

แม้ส่วนหนึ่งเป็นผลจากต้นทุนการนำเข้าน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่ HSBC มองว่าการพลิกกลับของดุลการค้าอาจมีลักษณะเชิงโครงสร้างมากขึ้น เนื่องจากประเทศไทยกำลังเร่งลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการประมวลผลและรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล

HSBC คาดจีดีพีปีนี้โต 2.2%

สำหรับแนวโน้มทั้งปี 2569 HSBC คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.2% โดยมีแรงสนับสนุนจากมาตรการการคลังและการส่งออกที่ยังแข็งแกร่ง ขณะที่การเติบโตมีโอกาสเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี

ปัจจัยสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงของสินค้าคงคลัง โดยการสะสมสินค้าคงคลังมีส่วนสนับสนุนการเติบโตของจีดีพีถึง 7.2 จุดเปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าการเติบโตในระยะสั้นยังได้รับแรงขับเคลื่อนจากปัจจัยดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ ตัวเลขคาดการณ์ของ HSBC อยู่ในกรอบเดียวกับประมาณการของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัว 2.0-2.5%

อย่างไรก็ตาม HSBC มองว่าแรงส่งทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มลดลงในปี 2570 โดยการใช้จ่ายภาครัฐมีโอกาสชะลอหรือหยุดชะงัก เพื่อรักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีให้อยู่ในกรอบที่กำหนด ส่งผลให้ HSBC คาดการณ์จีดีพีปี 2570 จะชะลอลงเหลือเพียง 1.7%

จับตาบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 12% ของจีดีพี

ประเด็นที่ HSBC ให้น้ำหนักเป็นพิเศษคือสถานะดุลบัญชีเดินสะพัด โดยข้อมูลประมาณการเบื้องต้นหลังประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 พบว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มขาดดุลสูงถึง 12% ของจีดีพี ซึ่งถือเป็นระดับที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลในปี 2548

นายอาริสระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการลงทุนที่เพิ่มขึ้นกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นภายในประเทศ เนื่องจากการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์และการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI มีการพึ่งพาสินค้านำเข้าในสัดส่วนสูง

นอกจากนี้ สัดส่วนการนำเข้าสินค้าทุนต่อการสะสมทุนถาวรเบื้องต้น หรือ Gross Capital Formation มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนว่าการลงทุนใหม่จำนวนมากยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและสินค้าทุนจากต่างประเทศ

การเติบโตยังกระจุกตัว ห่วงผลประโยชน์ไม่ถึงครัวเรือน-เอสเอ็มอี

อีกประเด็นที่ HSBC มองว่าสำคัญต่อทิศทางนโยบายการเงิน คือการกระจายตัวของการเติบโตที่ยังไม่ทั่วถึง แม้การลงทุนภาคเอกชนจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่การลงทุนส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในภาคดิจิทัล โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ และการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

ภาคธุรกิจเหล่านี้มีลักษณะพึ่งพาชิ้นส่วนและสินค้าทุนจากต่างประเทศสูง ทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นภายในประเทศไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกับมูลค่าการลงทุนและการส่งออก

ผลดังกล่าวทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจยังไม่สามารถส่งผ่านไปยังครัวเรือนและผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังเผชิญภาวะสินเชื่อตึงตัว

คาด ธปท.คงดอกเบี้ย 1% ถึงปี 2570

สำหรับทิศทางนโยบายการเงิน HSBC ประเมินว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มคงนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายต่อเนื่อง แม้จีดีพีจะขยายตัวสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ติดต่อกัน 2 ไตรมาส เนื่องจากประโยชน์จากการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์และการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังกระจุกตัวอยู่ในบางอุตสาหกรรม

HSBC คาดว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ไปจนถึงอย่างน้อยปี 2570 เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านสินเชื่อ

ขณะเดียวกัน การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เพิ่มขึ้นอาจสร้างแรงกดดันและทำให้เงินบาทมีความผันผวนมากขึ้น แต่ HSBC มองว่าการรักษาความสามารถในการแข่งขันของเงินบาทผ่านนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย อาจช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถประคองธุรกิจได้ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้น

โดยภาพรวม HSBC จึงมองเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังสามารถเติบโตได้จากแรงส่งของการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ การส่งออกสินค้าเทคโนโลยี และมาตรการภาครัฐ แต่โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่เพียงที่ “จีดีพีโตเท่าไร” หากอยู่ที่ว่า การเติบโตดังกล่าวจะสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศและกระจายผลประโยชน์ไปยังครัวเรือนและ SMEs ได้มากน้อยเพียงใด ขณะที่ภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงถึง 12% ของจีดีพี กลายเป็นอีกตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตาในระยะต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน