ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรม ก.ค. แตะ 90.0 คาดฟื้นต่อเนื่องจาก ส.อ.ท. ชงรัฐหนุน Biofuel-ลดเสี่ยงการค้า-เติมสภาพคล่องเอสเอ็มอี

นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนก.ค.2569 อยู่ที่ระดับ 90.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ระดับ 88.2

เนื่องจากแรงสนับสนุนของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยยอดขายในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 93.07% ประกอบกับการเร่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศตามเงื่อนไขการผลิตชดเชยการนำเข้า ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง

การเร่งเจรจาการค้าและการลงทุนกับคู่ค้าหลัก อาทิ สหรัฐ สหภาพยุโรป และจีน มีส่วนช่วยเปิดโอกาสทางการตลาดและลดข้อจำกัดทางการค้าสำหรับสินค้าไทย ประกอบกับการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์และส่วนประกอบ รวมถึงชิ้นส่วนยานยนต์ มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในตลาดสำคัญ อาทิ สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น

นอกจากนี้ มาตรการนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นมาใช้พยุงราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง อาทิ น้ำมันดีเซล บี 0 บี 7 และบี 20 ส่งผลให้ราคาปรับลดลง 2.40 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 24 ก.ค.-15 ส.ค.2569 ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและลดต้นทุนด้านการขนส่งในระยะสั้น

ขณะที่มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” มีส่วนช่วยกระตุ้นยอดขายของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร และเครื่องดื่ม

อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมจะปรับตัวดีขึ้น แต่ภาคอุตสาหกรรมยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่กลับมาทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้น

ขณะเดียวกัน การบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าสินค้าไทยในอัตราร้อยละ 12.5 ภายใต้มาตรา 301 ของสหรัฐอเมริกา อาจเพิ่มต้นทุนการส่งออกสินค้าบางกลุ่มไปยังตลาดสหรัฐฯ ในระยะต่อไป นอกจากนี้ โครงการก่อสร้างภาครัฐใหม่มีแนวโน้มล่าช้า โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งอาจกดดันคำสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างใหม่

ด้านการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวปรับตัวลดลงร้อยละ 3.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้กำลังซื้อในพื้นที่ท่องเที่ยวชะลอตัวลง ขณะที่หนี้เสียของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยแตะระดับร้อยละ 9.5 ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อสภาพคล่องและความสามารถในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 96.1 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 94.5 ในเดือนมิถุนายน 2569 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากหลายด้าน ได้แก่ การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก (IMF–World Bank) ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ซึ่งอาจส่งผลให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในปีนี้ ขณะเดียวกัน การส่งออกไปยังตลาดตะวันออกกลางมีแนวโน้มหดตัว และอาจกดดันภาคการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ไม้ ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องปรับอากาศ

ทั้งนี้ เงื่อนไขการใช้โครงข่ายไฟฟ้า อาจเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน โดยการกำหนดหลักประกันในอัตรา 4.5 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ อาจเพิ่มภาระต้นทุนและเป็นข้อจำกัดต่อการลงทุนในโครงการพลังงานสะอาดในระยะต่อไป

ดังนั้น ส.อ.ท.จึงมีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐให้ส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเป็นเชื้อเพลิงยุทธศาสตร์ (Strategic Fuel) โดยเร่งส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์ E20 ให้เป็นน้ำมันพื้นฐาน ส่งเสริมการผลิตไบโอดีเซล B7–B20 ในภาคขนส่ง และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าและเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบทางการเกษตรภายในประเทศ

นอกจากนี้ เสนอให้ภาครัฐยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) แหล่งกำเนิดสินค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการยกระดับมาตรการควบคุมสินค้านำเข้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ และสนับสนุน SMEs ให้ปรับตัวตามมาตรฐานสากล เพื่อลดความเสี่ยงจากมาตรการทางการค้าภายใต้มาตรา 301 ของสหรัฐ

ขณะเดียวกัน เสนอให้ภาครัฐเร่งส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอสเอ็มอี ผ่านกลไกซัพพลาย เชน ไฟแนนซ์ ควบคู่กับการออกมาตรการจูงใจบริษัทขนาดใหญ่เข้าร่วมโครงการ “พี่ช่วยน้อง” รวมถึงสนับสนุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อเอสเอ็มอีในห่วงโซ่อุปทาน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน