ประธาน FETCO ชี้ตลาดหุ้นไทยฟื้นแรงจาก 1,250 จุดสู่เหนือ 1,600 จุด แต่ขาขึ้นยังไม่จบ มอง 5 ปัจจัยหนุน Upside อีก 10% หรือมากกว่าใน 12 เดือน
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ในฐานะประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊ก “Paiboon Nalinthrangkurn” ว่า ตลาดหุ้นไทยกลับเข้าสู่ขาขึ้นอีกครั้ง หลังดัชนี SET ปรับจากระดับ 1,250 จุดช่วงต้นปี ขึ้นมาเหนือ 1,600 จุด เพิ่มขึ้นเกือบ 30% และเริ่ม Outperform ตลาดหุ้นโลกและตลาดเกิดใหม่
“ส่วนตัวยังมีมุมมองเป็นบวก และเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาส Upside หรือปรับเพิ่มขึ้นต่ออีกราว 10% หรือมากกว่าในช่วง 12 เดือนข้างหน้า”
เนื่องจาก 5 ปัจจัยสำคัญ” ได้แก่ 1.เศรษฐกิจโลกแข็งแกร่งกว่าคาด แม้เผชิญสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการกีดกันทางการค้า แต่ IMF คาดเศรษฐกิจโลกปี 2569 ขยายตัว 3.0% และปี 2570 ที่ 3.4% ขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกยังเติบโตสูง สะท้อนเศรษฐกิจโลกที่รับมือความเสี่ยงได้ดีกว่าคาด โดยมีการลงทุนใน AI Ecosystem เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
2.เงินเฟ้อโลกยังควบคุมได้ แม้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่แรงกดดันเงินเฟ้อยังไม่รุนแรงเท่าช่วงปี 2565–2566 ทำให้ธนาคารกลางหลักยังไม่จำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อตลาดหุ้น
3.ไทยได้โอกาสจากการย้ายฐานผลิต การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจและการปรับห่วงโซ่อุปทานโลก เปิดโอกาสให้ไทยดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ โดยไทยมีข้อได้เปรียบด้านทำเล ความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ FDI กลุ่ม AI, Data Center, Semiconductor และ EV เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โดยมูลค่าคำขอรับการส่งเสริม FDI ช่วงครึ่งแรกปี 2569 อยู่ในระดับใกล้เคียงกับทั้งปี 2568 ที่ 1.36 ล้านล้านบาท หากเปลี่ยนเป็นการลงทุนจริงต่อเนื่อง จะช่วยสร้างเครื่องยนต์ใหม่และยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยระยะยาว
4.เศรษฐกิจไทยกำลังวางฐานสู่รอบเติบโตใหม่ แม้ยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งหนี้ครัวเรือนสูง สังคมสูงวัย ความสามารถในการแข่งขัน และ Productivity ต่ำ แต่ภาครัฐเริ่มเดินหน้าแก้ปัญหาและสร้างเครื่องยนต์ใหม่ โดยเฉพาะ AI Infrastructure, Digital Economy และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
IMF คาด GDP ไทยปี 2569 โต 1.9% และปี 2570 โต 2.2% แม้ยังไม่สูง แต่หากการลงทุนรอบใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่อง มีโอกาสกลับมาเติบโตระดับ 3% ขึ้นไปได้อย่างยั่งยืน
5.กำไร บจ.และปัจจัยพื้นฐานตลาดเริ่มฟื้น Bloomberg Consensus คาด SET EPS เพิ่มจาก 80.8 บาทในปี 2568 เป็น 106 บาทในปี 2569 และ 114 บาทในปี 2570 ขณะที่ SET ซื้อขายที่ 12M Forward P/E ราว 14.8 เท่า และหากไม่นับ DELTA อยู่ที่ 12.6 เท่า ยังไม่ถือว่าแพงเมื่อเทียบกับหลายตลาดในภูมิภาค
นอกจากนี้ 61% ของบริษัทจดทะเบียนไทยยังซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี สะท้อนว่าการฟื้นตัวของตลาดยังไม่กระจายไปทุกบริษัท ขณะที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิ หลังขายหุ้นไทยต่อเนื่องหลายปี จึงยังมีโอกาสเห็น Fund Flow ไหลกลับเข้าตลาดเพิ่มเติม
นายไพบูลย์กล่าวว่า ในระยะยาวโครงการ Jump+ และ Corporate Value Up Program จะมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพและมูลค่าของบริษัทจดทะเบียนไทย แต่ตลาดยังต้องเผชิญความผันผวนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า เงินเฟ้อ และทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ
ส่วนความเสี่ยงในประเทศยังอยู่ที่ ปัจจัยการเมือง หากนักลงทุนเริ่มขาดความเชื่อมั่นและตั้งคำถามต่อเสถียรภาพของรัฐบาล อาจสร้างแรงกระแทกต่อตลาดหุ้นไทยได้