ผลศึกษา Milieu ชี้คนไทยระวังการเงิน 66% และ 77% ต้องดึงเงินออมหรือกู้ยืมรับมือค่าใช้จ่าย ขณะที่ 69% ยังเลือกให้รางวัลตัวเอง-50% หวังฐานะการเงินดีขึ้นปี 2570
นางสาวยุวดี เอี่ยมสนธิทรัพย์ รองประธานฝ่ายการพาณิชย์ Milieu Thailand กล่าวว่า ผลการศึกษาผู้บริโภคปี 2569 ของ Milieu ซึ่งจัดทำในเดือนเมษายน พบว่าผู้บริโภคไทยเข้าสู่ยุคใหม่ของการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น โดย 66% ระบุว่าระมัดระวังการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจาก 56% ในปี 2568 และ 71% คาดว่าจะยิ่งระมัดระวังเรื่องเงินมากขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคไม่ได้หยุดใช้จ่าย แต่หันมาเลือกซื้ออย่างรอบคอบและเน้นความคุ้มค่ามากขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันทางการเงิน โดย 55% ยังไม่มั่นใจต่อสถานะทางการเงินของตัวเองในอีก 3 เดือนข้างหน้า ขณะที่ 51% ยอมรับว่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วง 3 เดือนก่อนหน้า
การจับจ่ายยังเปลี่ยนผ่านสู่ช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดย 82% เลือกใช้ช่องทางดิจิทัล ขณะที่สินค้าเพื่อสุขภาพและการดูแลส่วนบุคคลยังเป็นกลุ่มที่ผู้บริโภคลังเลจะลดค่าใช้จ่าย และ “ความคุ้มค่า” กลายเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อแทบทุกประเภท
77% ดึงเงินออม-กู้ยืมประคองค่าใช้จ่าย
ผลการศึกษาติดตามผลในเดือนกรกฎาคม 2569 สะท้อนภาพชัดขึ้นว่า ภายใต้พฤติกรรมรัดเข็มขัด ผู้บริโภคจำนวนมากกำลังแบกรับต้นทุนทางการเงิน โดย 77% ระบุว่าในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ต้องพึ่งพาการกู้ยืมหรือดึงเงินออมมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ขณะที่มีเพียง 23% ที่ไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือทางการเงินเพิ่มเติม
ในกลุ่มที่ต้องหาแหล่งเงินมารองรับค่าใช้จ่าย 34% ถอนเงินจากเงินออมฉุกเฉินมาใช้กับของจำเป็น เช่น อาหาร ของชำ ค่าเดินทาง และของใช้ส่วนตัว ขณะที่ 29% ใช้บริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) 26% ใช้บัตรเครดิต 15% ยืมเงินจากครอบครัวหรือเพื่อน และ 11% ใช้แอปพลิเคชันเงินกู้
น่าสนใจว่า การพึ่งพา BNPL ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มรายได้น้อย โดยกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือนใช้ BNPL เพียง 14% ขณะที่สัดส่วนเพิ่มขึ้นในกลุ่มรายได้ปานกลางและสูง โดยกลุ่มรายได้ 30,000–39,999 บาทต่อเดือนใช้สูงถึง 48% สะท้อนการหันมาใช้ช่องทางชำระเงินที่ยืดหยุ่น เพื่อบริหารค่าครองชีพและรักษารูปแบบการใช้ชีวิต
เงินตึง แต่ยังขอมีความสุข
แรงกดดันทางการเงินยังส่งผลต่อทัศนคติในการใช้เงิน โดย 69% เคยคิดว่า “ชีวิตไม่แน่นอนอยู่แล้ว ขอใช้เงินให้มีความสุขตอนนี้ดีกว่า” ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า แม้การซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยชิ้นใหญ่อาจถูกเลื่อนออกไป แต่ผู้บริโภคยังเปิดพื้นที่ให้กับความสุขเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเป็นรางวัลให้ตัวเอง
ขณะเดียวกัน เรื่องเงินกลายเป็นเรื่องส่วนตัวมากขึ้น โดย 59% ยอมรับว่าเคยปกปิดการซื้อสินค้าหรือจำนวนเงินที่ใช้จริงจากคู่สมรส คู่รัก หรือสมาชิกในครอบครัว และ 8% ระบุว่าทำเป็นประจำ สะท้อนแรงกดดันที่อาจกระทบความโปร่งใสทางการเงินภายในครัวเรือน
อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคไทยยังมีความหวังต่ออนาคต โดย 50% เชื่อว่าสถานะทางการเงินจะดีขึ้นในปี 2570 ขณะที่ 22% คาดว่าจะแย่ลง
ผลการศึกษาสะท้อนว่าเบื้องหลังการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ผู้บริโภคจำนวนมากต้องดึงเงินออม กู้ยืม หรือเลื่อนการชำระเงิน เพื่อบริหารค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่ขณะเดียวกันยังมองหาความสุขเล็กๆ น้อยๆ และมีความหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้น
“ผู้บริโภคยังคงใช้จ่าย แต่ทุกการซื้อจะถูกพิจารณาอย่างรอบคอบมากขึ้นกว่าเดิม”
สำหรับค่าใช้จ่ายที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญสูงสุดยังเป็นของจำเป็น โดย 61% ให้ความสำคัญกับการซื้อของชำ และ 58% ให้ความสำคัญกับค่าสาธารณูปโภค ขณะที่ท่องเที่ยว 23% และแฟชั่น 18% เป็นกลุ่มแรกๆ ที่ถูกลดเมื่อเผชิญงบประมาณตึงตัว
นอกจากนี้ 75% ระบุว่าราคาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจซื้อ และ 78% ใช้การชำระเงินแบบไร้เงินสด สะท้อนภาพผู้บริโภคไทยที่ไม่ได้เพียง “ลดการใช้จ่าย” แต่กำลังบริหารสมดุลระหว่างค่าครองชีพ เงินออม หนี้สิน และการให้รางวัลตัวเอง ท่ามกลางความหวังว่าสถานะทางการเงินจะฟื้นตัวในอนาคต
ผลการศึกษาล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 เผยให้เห็นว่า ผู้บริโภคจํานวนมากต้องพึ่งพาเงินกู้และ เงินออมที่ลดลงเพื่อรับมือกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจําวัน แม้ยังคงมีความหวังต่อสถานการณ์ทางการเงินในปีหน้าก็ตาม