ยูโอบี ปรับเพิ่มจีดีพีไทยปีนี้ 1.9% แต่ยังให้น้ำหนักหุ้นไทย “เป็นกลาง” เหตุเศรษฐกิจโตจำกัดและตลาดฟื้นตัวกระจุกตัว แนะกระจายลงทุนสหรัฐฯ จีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ รับวัฏจักร AI พร้อมชู 3 ธีมลงทุนระยะยาว

เศรษฐกิจโลกยังแกร่ง สหรัฐฯ นำทัพ

ธนาคารยูโอบี ประเมินเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังแข็งแกร่ง โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการบริโภคของสหรัฐฯ และการลงทุนด้านเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI แม้เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวสูง ความแตกต่างของการเติบโตในแต่ละภาคส่วน และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

โดยยูโอบี คาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปี 2569 ขยายตัว 1.7% โดยได้แรงหนุนจากกลุ่มผู้มีรายได้และสินทรัพย์สูงในสหรัฐฯ ซึ่งมีสัดส่วน 20% ของครัวเรือนทั้งหมด แต่มีสัดส่วนการใช้จ่ายคิดเป็น 60% ของการบริโภคทั้งหมด ถือเป็นกำลังซื้อหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขณะที่เศรษฐกิจจีนคาดเติบโตประมาณ 4.6% จากภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อน

ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ คาดอยู่ที่ 3.5% ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569 และอาจเริ่มปรับลดดอกเบี้ยในปี 2570

นายเอเบิล ลิม ผู้บริหารสายงานเงินฝากและบริหารความมั่งคั่ง ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า แม้โลกจะมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น แต่ไม่ใช่เหตุผลที่นักลงทุนต้องถอนตัวออกจากสินทรัพย์เสี่ยง สิ่งสำคัญคือการเลือกความเสี่ยงให้เหมาะสมกับผลตอบแทนที่คาดหวัง เน้นบริษัทคุณภาพที่มีกำไรและกระแสเงินสดชัดเจน กระจายการลงทุน และใช้ช่วงตลาดปรับตัวลงเป็นโอกาสสะสมสินทรัพย์ที่มีศักยภาพในระยะยาว

AI เปลี่ยนเกมลงทุน จากชิปสู่พลังงาน

สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยูโอบีมองว่าการเติบโตยังได้รับแรงหนุนจากตลาดแรงงาน การใช้จ่ายของกลุ่มผู้มีฐานะ และผลจากความมั่งคั่งในตลาดทุน รวมถึงการลงทุนใน AI โดยโครงสร้างเศรษฐกิจมีลักษณะการเติบโตแบบ “รูปตัวเค” หรือกลุ่มที่มีฐานะยังมีกำลังใช้จ่ายสูง ขณะที่บางกลุ่มยังเผชิญแรงกดดันด้านรายได้และกำลังซื้อ

การลงทุน AI ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ผลิตชิปหรือบริษัทพัฒนาโมเดล AI แต่ขยายไปยังศูนย์ข้อมูล ระบบประมวลผลบนคลาวด์ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ชิปหน่วยความจำ ระบบทำความเย็น การผลิตไฟฟ้า และโครงข่ายไฟฟ้า

ยูโอบีมองว่า Agentic AI ซึ่งสามารถวางแผน เชื่อมโยงข้อมูล และดำเนินงานแทนผู้ใช้งานได้ จะเป็นพัฒนาการสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสร้างความต้องการใหม่ในระบบเศรษฐกิจ ทำให้โอกาสการลงทุนจากวัฏจักร AI ขยายออกจากกลุ่มเทคโนโลยีไปสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน

ชู 3 ธีมลงทุน รับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

ยูโอบีมอง 3 ธีมสำคัญที่มีศักยภาพต่อการลงทุนในช่วงครึ่งหลังปี 2569 และระยะยาว ได้แก่

1. Agentic AI ขยายโอกาสจากซอฟต์แวร์สู่โครงสร้างพื้นฐาน

AI กำลังพัฒนาจากการสร้างและสรุปข้อมูล ไปสู่การทำงานแทนมนุษย์ โดย Agentic AI สามารถวางแผน ดึงข้อมูล เชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์ ตรวจสอบข้อมูล และดำเนินกระบวนการต่าง ๆ ได้โดยอัตโนมัติ

พัฒนาการดังกล่าวทำให้โอกาสลงทุนขยายจากบริษัทเทคโนโลยีและผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ไปสู่ศูนย์ข้อมูล ระบบคลาวด์ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ชิปหน่วยความจำ ระบบทำความเย็น พลังงาน และโครงข่ายไฟฟ้า เนื่องจากการประมวลผลที่เพิ่มขึ้นต้องใช้ทั้งไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานการรับส่งข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ

2. จาก “Just in Time” สู่ “Just in Case”

ความเสี่ยงจากโควิด-19 ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ทำให้รัฐบาลและภาคธุรกิจทั่วโลกเปลี่ยนแนวคิดจาก “Just in Time” หรือการผลิตให้ตรงกับความต้องการเพื่อลดต้นทุน ไปสู่ “Just in Case” หรือการเตรียมกำลังการผลิตและวัตถุดิบสำรองไว้เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด

แนวโน้มดังกล่าวทำให้เกิดการลงทุนระยะหลายปีในโครงข่ายไฟฟ้า ศูนย์ข้อมูล โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน พลังงานสะอาด วัตถุดิบสำคัญ รวมถึงอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ ขณะเดียวกันเกิดแนวโน้มย้ายฐานการผลิตเข้าใกล้ตลาดปลายทาง และเลือกพึ่งพาประเทศพันธมิตรมากขึ้น

3. เศรษฐกิจจีนยุคใหม่ ชูหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่

สำหรับจีน ยูโอบีมองว่าตลาดหุ้นจีนควรพิจารณาแยกเป็น 2 ส่วน โดยให้น้ำหนักตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ หรือ A-share มากกว่าตลาดหุ้นนอกประเทศ หรือ H-share

ตลาด A-share มีบริษัทที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจจีนยุคใหม่ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ รถยนต์ไฟฟ้า ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ

ส่วนตลาด H-share มีสัดส่วนธุรกิจแบบดั้งเดิมและบริษัทที่ใช้เงินลงทุนสูงมากกว่า ซึ่งยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันและการลงทุน แม้บางบริษัทจะมีระดับราคาหุ้นที่น่าสนใจ ดังนั้นยูโอบีจึงให้น้ำหนักกับหุ้นจีนที่สอดคล้องกับทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจยุคใหม่มากกว่า

คงน้ำหนักลงทุนหุ้นมากกว่าตลาด เน้นสหรัฐฯ-เอเชีย

ด้านการจัดพอร์ต ยูโอบียังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นมากกว่าตลาด โดยเน้นหุ้นสหรัฐฯ ที่ได้รับประโยชน์จากการบริโภคในประเทศ ผลประกอบการของบริษัท รวมไปถึงสหรัฐฯ ยังมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับ Hyperscalers พร้อมเพิ่มการกระจายไปยังตลาดเอเชียเกิดใหม่ โดยเฉพาะจีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ซึ่งได้รับประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนด้าน AI

ทั้งนี้ยูโอบีย้ำว่าการกระจายการลงทุนไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการถือสินทรัพย์หลายประเภท แต่ควรมีแหล่งที่มาของผลตอบแทนที่แตกต่างกัน ทั้งกำไรจากบริษัทคุณภาพ ธีมการเติบโตระยะยาว รายได้จากตราสารหนี้ และสินทรัพย์ที่ช่วยลดความผันผวนของพอร์ต

มุมมองหุ้นไทยเป็น “กลาง”

สำหรับประเทศไทย ยูโอบีปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 เป็นขยายตัว 1.9% จากเดิม 1.5% และคาดปี 2570 เติบโตประมาณ 2% โดยมีปัจจัยหนุนจากการเร่งเปลี่ยนเงินลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI และเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ได้รับอนุมัติแล้วให้เกิดการลงทุนจริง รวมถึงการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม ยูโอบียังคงน้ำหนักการลงทุนหุ้นไทยในระดับ “กลาง (Neutral)” เนื่องจากตลาดยังปรับตัวขึ้นแบบกระจุกตัวในหุ้นบางกลุ่ม ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัดจากหนี้ครัวเรือนสูง การเข้าถึงสินเชื่อของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม การใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวที่ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิด และการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระดับสูง

ยูโอบีจึงมองว่านักลงทุนไทยควรกระจายการลงทุนออกไปยังตลาดภูมิภาคและตลาดโลกมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศและธุรกิจที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากวัฏจักร AI

ลดระยะเวลาถือตราสารหนี้ รับมือเงินเฟ้อสูงนาน

สำหรับตราสารหนี้ ยูโอบีคงมุมมอง Neutral เน้นตราสารหนี้ระดับ Investment Grade และลดระยะเวลาการถือครองเฉลี่ยจาก 5-7 ปี เหลือ 4-5 ปี เพื่อลดความอ่อนไหวของพอร์ตต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ยังมองว่าตราสารหนี้มีบทบาทสำคัญในการช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับพอร์ต

ทองคำยังช่วยกระจายความเสี่ยง

ด้านทองคำ ยูโอบียังคงมุมมองเป็นบวกในระยะยาว จากแรงซื้อของธนาคารกลางทั่วโลกและความต้องการกระจายความเสี่ยงจากดอลลาร์สหรัฐ แม้ราคาทองคำระยะสั้นยังอ่อนไหวต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์

จากมุมมอง ณ วันที่ 2 ก.ค. 2569 ยูโอบีประเมินราคาทองคำที่ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในไตรมาส 4 ปี 2569 และ 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในไตรมาส 1 ปี 2570 โดยมองว่าทองคำยังมีบทบาทเป็นสินทรัพย์สำหรับกระจายความเสี่ยงและช่วยพยุงพอร์ตในระยะยาว

จับตาเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ-ลุ้นปลายปีตลาดฟื้น

ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในช่วงครึ่งหลังปี 2569 คือการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งยูโอบีมองว่าอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ทิศทางนโยบายสหรัฐฯ มีความชัดเจนและมีเสถียรภาพมากขึ้น หากผลการเลือกตั้งเป็นไปในทิศทางที่ตลาดคาดหวัง

นอกจากนี้ ยูโอบีมองว่าช่วงปลายปีมีโอกาสเกิดแรงซื้อจากนักลงทุน หรือ “ซานตาแรลลี” โดยแนะนำให้ใช้กลยุทธ์ทยอยซื้อเมื่อราคาปรับตัวลง และเน้นหุ้นคุณภาพที่มีพื้นฐานและกระแสเงินสดแข็งแกร่ง

ทั้งนี้ยูโอบี ยังได้แนะนำสำหรับนักลงทุนไทย โดยมองว่าการกระจายความเสี่ยงในโลกปัจจุบันต้องไปไกลกว่าการถือสินทรัพย์หลายประเภท พอร์ตควรมี แหล่งที่มาของผลตอบแทนที่แตกต่างกัน ทั้งกำไรจากบริษัทคุณภาพ ธีมการเติบโตเชิงโครงสร้าง รายได้จากตราสารหนี้ และสินทรัพย์ที่ช่วยพยุงพอร์ตได้เมื่อภาวะเศรษฐกิจหรือตลาดเผชิญแรงกดดัน

“ในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอน นักลงทุนมักอยากรอให้ภาพชัดเจนก่อน แต่ตลาดแทบไม่เคยให้ความแน่นอนก่อนที่จะให้โอกาส สิ่งสำคัญคือการลงทุนอย่างต่อเนื่อง กระจายความเสี่ยงอย่างมีเป้าหมาย และใช้ความผันผวนเป็นจังหวะสะสมสินทรัพย์คุณภาพ เพราะความแข็งแกร่งของพอร์ตสำคัญกว่าการพยายามคาดการณ์ให้ถูกทุกครั้ง”นายเอเบิล กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน