รฟฟท.เตรียมพร้อมรับช่วงบริหาร “แอร์พอร์ต เรล ลิงก์” ต่อจากกลุ่มซี.พี. หลังสัญญาสิ้นสุด 30 ก.ย.นี้ ย้ำพร้อมเดินรถทันที 1 ต.ค. แต่ รฟท.ต้องเร่งเคาะรูปแบบและสัญญาจ้างภายใน 1 ก.ย.นี้ หวั่นล่าช้าต้องต่อสัญญาเอกชนเดิมชั่วคราว 6 เดือน-1 ปี พร้อมเตรียมบุคลากรราว 300 คน และรับโอนพนักงานเดิมเพื่อให้บริการไม่สะดุด
วันที่ 20 ส.ค. 2569 พล.อ.อ.คงศักดิ์ จันทรโสภา กรรมการและรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่ารฟฟท. เตรียมความพร้อมเข้าบริหารโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ภายหลังบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด (กลุ่มซี.พี.) ซึ่งเป็นผู้บริหารและให้บริการเดินรถในปัจจุบัน มีกำหนดสิ้นสุดสัญญาในวันที่ 30 ก.ย. 2569
อย่างไรก็ดีขณะนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เริ่มมีการประสานหารือกับ รฟฟท. เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการรับช่วงบริหารโครงการ โดย รฟฟท.มีความพร้อมที่จะเข้าดำเนินการเดินรถต่อทันทีตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 แต่ทั้งนี้ ยังต้องรอความชัดเจนจาก รฟท.เกี่ยวกับรูปแบบการบริหารและรายละเอียดสัญญาว่าจ้าง
พล.อ.อ.คงศักดิ์ กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านการบริหารจำเป็นต้องใช้เวลาเตรียมความพร้อมอย่างน้อย 1 เดือน เนื่องจากต้องส่งทีมงานเข้าสำรวจข้อมูล (Survey) ตรวจสอบและประเมินสภาพทรัพย์สินทั้งหมด รวมถึงขบวนรถ ระบบต่างๆ และเตรียมบุคลากรสำหรับการให้บริการ
ดังนั้น หาก รฟท.ต้องการให้ รฟฟท.เข้ารับบริหารโครงการต่อเนื่องทันทีหลังสัญญาเดิมสิ้นสุด จำเป็นต้องมีข้อสรุปเรื่องการว่าจ้าง รฟฟท. อย่างเร็วที่สุดภายในวันที่ 1 ก.ย.นี้ เพื่อให้มีเวลาเตรียมการ
พล.อ.อ.คงศักดิ์ กล่าวว่า หากการตัดสินใจหรือการกำหนดเงื่อนไขการว่าจ้างล่าช้าเกินกรอบ วันที่ 1 ก.ย. อาจส่งผลกระทบต่อแผนการเข้าบริหารของ รฟฟท. เนื่องจากจะเหลือเวลาเตรียมตัวไม่ถึง 1 เดือน และอาจทำให้ รฟท.ต้องพิจารณาแนวทางจ้างเอกชนรายเดิมเข้ามาบริหารและเดินรถต่อเป็นการชั่วคราวประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี เพื่อให้มีเวลาเพียงพอสำหรับการเตรียมความพร้อมและเปลี่ยนผ่านการบริหารมายัง รฟฟท.
“เรื่องการบริหารจัดการและการให้บริการแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เราไม่มีข้อกังวล เพราะ รฟฟท.เคยบริหารโครงการนี้มาก่อน แต่สิ่งที่จำเป็นต้องใช้เวลาคือการเตรียมบุคลากร โดยแนวทางที่เร็วที่สุดคือการรับโอนพนักงานของบริษัท เอเชีย เอราวัน มาอยู่ในสังกัด รฟฟท. เพื่อให้สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง” พล.อ.อ.คงศักดิ์ กล่าว
พล.อ.อ.คงศักดิ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ รฟฟท.ประเมินว่า การเข้าบริหารและเดินรถแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ จะต้องใช้บุคลากรประมาณ 300 คน โดย รฟฟท.จะรับหน้าที่บริหารโครงการและนำส่งรายได้ให้แก่ รฟท. โดยไม่จำเป็นต้องจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาใหม่
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังต้องรอความชัดเจนจาก รฟท.ว่ารายละเอียดการว่าจ้างจะเป็นอย่างไร รวมถึงอัตราค่าจ้างและเงื่อนไขต่างๆ เนื่องจากเรื่องดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อการเตรียมบุคลากรและแผนการเข้ารับมอบโครงการ
พล.อ.อ.คงศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับการรับมอบทรัพย์สินและขบวนรถ หลังจากได้รับมอบรถกลับมาแล้ว รฟฟท.จำเป็นต้องนำขบวนรถมาให้บริการประชาชนควบคู่กับการเร่งตรวจสอบและซ่อมบำรุง โดยในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจพิจารณาจ้างบริษัท ซีเมนส์ (Siemens) ซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องกับระบบรถไฟฟ้า เข้ามาช่วยดูแลด้านการซ่อมบำรุงเป็นการชั่วคราว ก่อนเข้าสู่กระบวนการซ่อมบำรุงใหญ่ตามรอบที่กำหนด
“ขบวนรถบางส่วนอาจต้องนำไปซ่อมบำรุง ขณะที่อีกส่วนหนึ่งยังสามารถนำมาให้บริการประชาชนได้ จึงต้องบริหารจัดการให้การซ่อมบำรุงดำเนินไปควบคู่กับการเดินรถ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการให้บริการ” พล.อ.อ.คงศักดิ์ กล่าว
พล.อ.อ.คงศักดิ์ กล่าวว่า ในระหว่างการเตรียมความพร้อม รฟฟท.ยังต้องรอความชัดเจนจาก รฟท.เกี่ยวกับแนวทางการบริหารโครงการ เพื่อเริ่มดำเนินการสำรวจข้อมูลและตรวจสอบทรัพย์สินต่างๆ รวมถึงประเมินความพร้อมของขบวนรถและระบบที่เกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะข้อมูลด้านการบำรุงรักษา ประวัติการซ่อม และสภาพของอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้สามารถวางแผนการบริหารจัดการได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันแรกที่รับช่วงเดินรถ
ส่วนขั้นตอนด้านกฎหมายและอำนาจในการเข้าบริหารโครงการนั้น หาก รฟท.ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับรูปแบบและเงื่อนไขการว่าจ้างแล้ว จะต้องเสนอรายละเอียดสัญญาจ้างให้คณะกรรมการ รฟท. หรือบอร์ด รฟท.พิจารณาอนุมัติก่อน จากนั้นจึงดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรายงานคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ รฟท.เปิดเผยถึงแนวทางรองรับกรณีการสิ้นสุดสัญญาการบริหารและเดินรถแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ว่า สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นความท้าทาย เนื่องจากสิทธิการบริหารเดินรถของเอกชนมีความเชื่อมโยงกับสัญญาหลักของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน
โดยหากสัญญาหลักสิ้นสุดลง สิทธิการบริหารเดินรถของเอกชนก็จะสิ้นสุดลงตามไปด้วย ขณะที่บันทึกข้อตกลง (MOU) การบริหารเดินรถในปัจจุบันมีกำหนดครบอายุในวันที่ 30 ก.ย. 2569 รฟท.จึงอยู่ระหว่างจัดทำแผนรองรับผลกระทบจากการสิ้นสุดสัญญา
โดยเบื้องต้นมีแนวทางทั้งการเจรจากับเอกชนเพื่อขยายระยะเวลา MOU ให้บริษัท เอเชีย เอราวัน บริหารและเดินรถต่อไปอีกระยะหนึ่ง หรือเตรียมความพร้อมให้ รฟท.กลับเข้ามาบริหารจัดการเดินรถด้วยตัวเอง เพื่อให้การให้บริการแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ สามารถดำเนินต่อเนื่องได้
ทั้งนี้ รฟท.ยืนยันว่า การบริหารจัดการในช่วงเปลี่ยนผ่านจะให้ความสำคัญสูงสุดกับการรักษาความต่อเนื่องของการให้บริการ ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและผู้โดยสารที่ใช้บริการแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ โดยจะต้องกำหนดแนวทางการบริหารให้มีความชัดเจนก่อนครบกำหนดสัญญาในวันที่ 30 ก.ย. 2569