เดินหน้าดัน “โคเนื้อศรีสะเกษ” สู่สินค้าเกษตรพรีเมียม สร้างแบรนด์ และเรื่องราวเชื่อมโยงอัตลักษณ์ ชี้สร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้จังหวัดกว่า 2,900 ล้านบาทต่อปี
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่กฤษฎาฟาร์มโคขุน อ.เบญจลักษ์ จ.ศรีสะเกษ รับฟังสถานการณ์ และปัญหาจากเกษตรกรและผู้ประกอบการโคเนื้อ โดยมีนายธาตรี สิริรุ่งวนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ นายธนา กิจไพบูลย์ชัย สส.ศรีสะเกษ เขต 3 นายวิทวัส ไตรสรณกุล สส.เขต 9 นายศุภกิจ สีหาภาค สส.เขต 2 นายวิชิต ไตรสรณกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนร่วมด้วย
นางศุภจี กล่าวว่า ศรีสะเกษมีศักยภาพด้านโคเนื้อและมีเครือข่ายเกษตรกรและผู้ประกอบการที่สามารถพัฒนาไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยในปี 2568 อุตสาหกรรมโคเนื้อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้จังหวัดประมาณ 2,909 ล้านบาทต่อปี จึงต้องเร่งพัฒนาทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การเลี้ยง คุณภาพ การแปรรูป ไปจนถึงการสร้างตลาด เพื่อให้มูลค่าที่เพิ่มขึ้นกระจายกลับไปถึงเกษตรกรในพื้นที่
“ทำอย่างไรให้โคเนื้อของศรีสะเกษ เป็นสินค้าพรีเมียม และมีราคาที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ที่สามารถสร้างชื่อ และมูลค่าเพิ่มให้กับจังหวัดได้” นางศุภจี กล่าว
ทั้งนี้ นางศุภจีมอบหมายให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา ศึกษาแนวทางสร้างแบรนด์ และเรื่องราว (Story) ให้กับโคเนื้อศรีสะเกษ โดยทำงานร่วมกับคนในพื้นที่ พร้อมมอบหมายกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ช่วยด้านการสร้างแบรนด์ และพัฒนาผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับโคเนื้อสู่ตลาดพรีเมียม และสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า
สำหรับการขยายตลาดต่างประเทศ กฤษฎาฟาร์มได้ผ่านการตรวจประเมินและได้รับการรับรองเป็น “สถานกักกันสัตว์เพื่อการส่งออกนอกราชอาณาจักร” เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 และอยู่ระหว่างการประสานงาน เพื่อขึ้นทะเบียนสถานประกอบการกับประเทศปลายทาง โดยมีเวียดนาม และจีนเป็นตลาดเป้าหมายสำคัญ
นางศุภจี กล่าวว่า การผลักดันการส่งออกจำเป็นต้องทำงานร่วมกันหลายหน่วยงาน จึงได้นำกรมปศุสัตว์เข้ามารับทราบปัญหา และประสานเรื่องมาตรฐาน และการเจรจากับประเทศปลายทาง พร้อมให้กรมการค้าต่างประเทศช่วยเรื่องใบอนุญาต กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ช่วยเชื่อมโยงตลาดและผู้ซื้อในต่างประเทศ เพื่อให้การส่งออกสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม
“เป้าหมายไม่ใช่เพียงส่งออกให้ได้ แต่ต้องทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์มากขึ้น หากสามารถลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลางและส่งออกได้โดยตรง ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่า และทำให้รายได้กลับคืนสู่เครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่มากขึ้น” นางศุภจี กล่าว
นอกจากนี้ นางศุภจีได้รับหนังสือจากกลุ่มโคขุนหนองฮาง ขอรับการสนับสนุนแหล่งเงินทุนหมุนเวียน เครื่องอัดฟาง และอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการเลี้ยงโคขุน รวมถึงหนังสือจากสหกรณ์โคเนื้อดอกลำดวน จำกัด ซึ่งเสนอให้มีการพัฒนาโรงเชือดในจังหวัด เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรต้องส่งโคไปเชือดนอกพื้นที่ ทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาแนวทางช่วยเหลือต่อไป
นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาโคเนื้อศรีสะเกษให้ครบทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งคุณภาพ มาตรฐาน แบรนด์ แหล่งทุน โรงเชือด และตลาด โดยมีเป้าหมายให้ “โคเนื้อศรีสะเกษ” ก้าวสู่สินค้าเกษตรพรีเมียม และตลาดต่างประเทศ พร้อมสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร และเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัด
นอกจากนี้ นางศุภจี ระบุว่า ได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนงาน โดยมี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธานคณะทำงานด้านสินค้าเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร และเกษตรมูลค่าสูง รวมถึงคณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs และมีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธานคณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy เพื่อร่วมกันนำศักยภาพของแต่ละพื้นที่มาต่อยอดให้เกิดมูลค่าและโอกาสทางเศรษฐกิจ
“เราไม่ได้มองเรื่องการตลาดอย่างเดียว แต่ต้องดูว่าจะสร้างโอกาสอะไรให้พี่น้องชาวศรีสะเกษได้บ้าง ทั้งสินค้าเกษตร สินค้าชุมชน และ SME รวมถึงเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยว ซึ่งต้องนำมาทำงานเชื่อมโยงกัน เพื่อให้สินค้าที่มีศักยภาพของพื้นที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น” นางศุภจี กล่าว