ศุภจีแถลงผลงาน 90 วัน โชว์ปราบนอมินี-สร้างมูลค่าการค้ากว่า 1.4 แสนล้าน

วันที่ 24 สิงหาคม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลงาน 90 วันของกระทรวงพาณิชย์ว่า ช่วง 90 วันที่ผ่านมา(เมษายน-กรกฎาคม 2569 ) กระทรวงพาณิชย์เริ่มขับเคลื่อนนโยบายเพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ โดยวางแนวทางทำงานควบคู่กันทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้น และการปรับโครงสร้างในระยะยาว ผ่าน 5 นโยบายหลัก ประกอบด้วย นโยบายที่ 1 ดูแลค่าครองชีพ สร้างรายได้ ยกระดับชุมชน ภายใต้แนวคิดเข้าถึงทุกพื้นที่

กระทรวงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการลดภาระค่าครองชีพทั้งระดับประเทศและระดับพื้นที่ ตั้งแต่การลดราคาสินค้าร่วมกับห้างและซัพพลายเออร์ การจัดกิจกรรม Back to School การลดราคาระดับอำเภอมากกว่า 800 แห่ง รวมถึงรถพุ่มพวงสำหรับพื้นที่ห่างไกล ตลอดจนโครงการแฟรนไชส์สร้างอาชีพ ไทยช่วยไทย และการช่วย SMEs ขยายช่องทางจำหน่ายออนไลน์ ซึ่งผลจากการดำเนินมาตรการด้านค่าครองชีพ สามารถช่วยลดค่าครองชีพประชาชนรวมกว่า 818 ล้านบาท และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจการค้ากว่า 2,900 ล้านบาท โดยกระทรวงมุ่งให้มาตรการเข้าถึงประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการจัดกิจกรรมในส่วนกลาง

นโยบายที่ 2 รักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามาสู่การแก้ปัญหาล่วงหน้า เชิงโครงสร้างตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ โดยต้นน้ำเน้นวางแผนการผลิตตามความต้องการของตลาด หรือ Demand Driven และนำเทคโนโลยี AI มาใช้ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ขณะที่กลางน้ำมุ่งพัฒนาห้องเย็นและระบบ Cold Chain พร้อมสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย ส่วนปลายน้ำเชื่อมโยงเครือข่ายภาครัฐภายใต้ไทยช่วยไทย และรุกตลาดผ่าน Live Commerce

นอกจากนี้ ยังมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในสินค้าสำคัญ เช่น มะพร้าวน้ำหอม ผ่านการลงชุมชน การแปรรูป และการลดของเสียตามแนวทาง Circular Economy รวมถึงการพัฒนากลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งรวม 466 กลุ่ม แบ่งเป็นเฟสแรก 200 กลุ่ม และเฟสที่ 2 เพิ่มอีก 266 กลุ่ม พร้อมยกระดับการบริหารจัดการสินค้าเกษตรด้วย Big Data และ Dashboard แบบเรียลไทม์

ด้านผลการดูแลสินค้าเกษตร มีสินค้าหลายรายการที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้น 45% มันสำปะหลังเพิ่มขึ้นถึง 79% ยางพาราเพิ่มขึ้น 30% ขณะที่ข้าวไทยมีทั้งราคาส่งออกและราคาในประเทศปรับตัวสูงขึ้น อาทิ ราคาส่งออกข้าวหอมมะลิ 1,173 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 10.66% ข้าวขาว 5% ราคา 467 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 19.13% ส่วนราคาข้าวหอมมะลิในประเทศอยู่ที่ 17,500 บาทต่อตัน เพิ่มขึ้น 8.57% และข้าวเจ้า 9,050 บาทต่อตัน เพิ่มขึ้น 27.05%

นโยบายที่ 3 สร้างความเข้มแข็งให้ SMEs และชุมชน มุ่งคุ้มครองทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย ผู้ประกอบการไทย เกษตรกร ปลอดนอมินี โดยวางเส้นทางพัฒนาผู้ประกอบการตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ การขยายขนาด ไปจนถึงการพัฒนาเป็นผู้นำและก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาค หรือ Regional Players เนื่องจาก SMEs ไทยมีประมาณ 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของธุรกิจทั้งหมด แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 34.8% ของ GDP จึงเป็นกลุ่มที่ต้องยกระดับศักยภาพทั้งด้านเงินทุน เทคโนโลยี และช่องทางตลาด

ในส่วนของการป้องกันนอมินี กระทรวงเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบและบูรณาการเครือข่ายภาครัฐและเอกชน โดยข้อมูลในช่วงวันที่ 1-20 สิงหาคม 2569 พบจำนวนนิติบุคคลในลักษณะกลุ่มเสี่ยงนอมินีเหลือ 141 บริษัท จาก 561 บริษัทในช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือลดลงประมาณ 75% ขณะเดียวกันยังผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สินค้า GI การ Upskill และ Reskill รวมถึงการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญา โดยคำขอจดทะเบียน IP ในช่วง 7 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 45,916 คำขอ

นโยบายที่ 4 สร้างสมดุลการส่งออก กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าทั้งการรักษาตลาดเดิมและการบุกตลาดใหม่ โดยในตลาดสหรัฐให้ความสำคัญกับการเจรจาเพื่อรักษาตลาดเดิม ผ่านการจัดทำความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทย-สหรัฐ หรือ ART ขณะเดียวกันเร่งการเจรจาความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA โดยเฉพาะ FTA ไทย-สหภาพยุโรป เพื่อเปิดประตูการค้าและเพิ่มช่องทางตลาดสำหรับสินค้าและบริการที่มีศักยภาพของไทย

ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 425,227.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 27.8% แบ่งเป็นการส่งออก 196,741.8 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17.6% และนำเข้า 228,485.9 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 38.0% โดยกระทรวงคาดว่าการส่งออกตลอดปี 2569 จะสามารถเติบโตได้ในระดับ 2 หลัก ขณะเดียวกัน การดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการค้าสร้างมูลค่ารวมกว่า 145,393.61 ล้านบาท ครอบคลุมงานแสดงสินค้าและเวทีเจรจาระดับโลก การรุกตลาดต่างประเทศและ Soft Power ตลอดจนการส่งเสริมแบรนด์และนวัตกรรม อาทิ THAIFEX ANUGA-ASIA 2026 ที่สร้างมูลค่ารวม 136,543.93 ล้านบาท

นโยบายที่ 5 ยกระดับเทคโนโลยีการให้บริการและปลดล็อกกฎระเบียบ โดยนำ AI เข้ามาขับเคลื่อน “MOC Plus” ใช้ AI Chatbot ตอบคำถามประชาชน รวมถึง AI ช่วยตรวจพิจารณาคำขอจดทะเบียนนิติบุคคล และ Trademark AI Assistant เพื่อลดปัญหาคำถามซ้ำ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลนำเข้า-ส่งออกไว้ในจุดเดียว และใช้ AI ช่วยลดระยะเวลาพิจารณาคำขอมาตรการทางการค้า AD/CVD ในด้านกฎระเบียบ กระทรวงเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาให้ทันสมัยและเทียบเท่ามาตรฐานสากล เพื่อลดต้นทุนในการทำธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ สะท้อนทิศทางการทำงานที่ไม่ได้มุ่งเพียงแก้ปัญหาระยะสั้น แต่ใช้เทคโนโลยีและการปรับกฎเกณฑ์เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่า พอใจผลงานด้านใดมากที่สุด นางศุภจี กล่าวว่า มากสุดน่าจะเป็นภาคเกษตร เพราะเห็นผลที่เกิดขึ้นจริง ทั้งในเรื่องการดูแลผลผลิตและเพิ่มราคาสินค้าเกือบทั้งหมด เป็นเรื่องที่กระทรวงลงรายละเอียดและดำเนินการจำนวนมาก แม้จะถูกวิจารณ์ในหลายครั้ง แต่จะยังเดินหน้าต่อ เนื่องจากมองว่าการลงมือแก้ปัญหาให้ราคาและรายได้เกษตรกรดีขึ้นมีความสำคัญกว่า สำหรับมาตรการดูแลราคาข้าวนั้น นบข. ได้เห็นชอบ 5 มาตรการแล้ว ทั้งลดภาระ เสริมสภาพคล่อง ส่วนชดเชยรายได้ไร่ละ 1,000 บาทนั้น ทางอนุ นบข. การผลิต โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเป็นผู้นำเสนอว่าจะอย่างไร ส่วนจะเพิ่มเป็นไร่ละ 2,000 บาทหรือไม่ ก็ต้องพิจารณาในเรื่องงบประมาณด้วย

เมื่อถามว่า จะให้คะแนนตนเองแค่ไหน และทำได้หมดทุกเรื่องหรือยัง นางศุภจี กล่าวว่า การจะให้คะแนนนั้น คงไม่มีใครคะแนนตนเอง ต้องเป็นคนนอก จะให้9 เต็ม 10 ก็ยินดี แต่ ทั้งหมดทั้งปวง เราทำได้ เต็มที่ เท่านี้จริง ๆ นะคะ มากไปกว่านี้ ก็จะเกิน 24 ชั่วโมง 7 วัน แล้วค่ะ และยอมรับว่ายังทำไม่ได้หมดทุกเรื่อง เพราะปัญหาที่มีไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน แต่สะสมมานาน สิ่งที่เราทำคือพยายามรับมือกับปัญหาด้วยท่วงท่าใหม่ ๆ และทำงานบูรณาการมากขึ้น การจะให้คะแนนนั้น คงไม่มีใครคะแนนตนเอง

นางศุภจี กล่าวว่า สำหรับทิศทางก้าวต่อไปปี 2570 กระทรวงพาณิชย์ จะเดินหน้าขับเคลื่อนงานภายใต้แนวคิด ค้าขายดีขึ้น เติบโตขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และเกษตรกร ด้วยมาตรการที่เข้มข้น พร้อมขับเคลื่อนการแก้ปัญหาล่วงหน้าเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แก้เฉพาะปัญหาเฉพาะหน้า

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์วาง 7 ภารกิจที่จะเดินหน้าต่อเนื่อง ประกอบด้วย
1. เร่งเจรจาการค้า ทั้ง FTA, ART และประเด็นมาตรา 301 เพื่อเดินหน้าการเจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปลายเดือนสิงหาคมนี้ ตนจะนำคณะเจรจาไปหารือกับสหรัฐในประเด็นคงค้าง ตั้งใจเร่งปิดประเด็นเจรจาให้เร็วและได้ผลดีที่สุด โดยยึดสิทธิประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก แม้สินค้าไทยที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐจะมีส่วนที่ได้รับการยกเว้นแล้วประมาณ 72% จึงเหลืออีก 28% ต้องเร่งเจรจาให้ลุล่วง

2. ผลักดันการส่งออกปี 2569 ให้ทะลุการเติบโตระดับ 2 หลัก ต่อเนื่องจากทิศทางการส่งออกที่ขยายตัวในช่วงที่ผ่านมา โดยคาดหวังส่งออกทั้งปีนี้ขยายตัว 8-10 % หรือมีมูลค่า 12 ล้านล้านบาท จากครึ่งปีแรกที่เติบโตแล้วกว่า 17% เนื่องจากครึ่งปีหลังยังมีปัญหาที่ไม่อาจควบคุมได้ ทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งในตตะวันออกกลาง ส่งผลต่อราคาขนส่ง และราคาพลังงาน

3. รักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตร โดยปิดฤดูผลไม้ภาคใต้ และดูแลพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา

4. เข้มงวดปัญหานอมินีต่อเนื่อง เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมและคุ้มครองผู้ประกอบการไทย

5. ขับเคลื่อน 4 คณะทำงาน ภายใต้คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน เพื่อเดินหน้าการทำงานในระดับพื้นที่และเชื่อมโยงการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน

6. อัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพ และสร้างรายได้ให้ SMEs ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย” ต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2569 ซึ่งที่ผ่านมาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เงินเฟ้อไม่สูงนัก โดยช่วง 7 เดือนแรกปี 2569 ดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 1.21% ซึ่งกระทรวงมองว่าเป็นตัวชี้วัดหนึ่งของผลการดูแลค่าครองชีพ แต่ยังเป็นงานที่ต้องทำต่อเนื่อง การควบคุมราคาสินค้าบางประเภทมีข้อจำกัด เพราะต้นทุนไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงพาณิชย์ทั้งหมด เช่น ค่าเช่า ค่าแรง ค่าน้ำ ค่าไฟ และพลังงาน โดยหน้าที่ของกระทรวงคือดูแลส่วนที่อยู่ในอำนาจและสร้างทางเลือกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาประหยัดได้

และ 7. ปลดล็อกอุปสรรคและขั้นตอนการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้การทำงานและการให้บริการมีความคล่องตัวมากขึ้น

“ ทั้ง 7 ภารกิจดังกล่าว เป็นทิศทางที่กระทรวงพาณิชย์จะใช้ต่อยอดจากการขับเคลื่อน 5 นโยบายในช่วง 90 วันที่ผ่านมา โดยยังคงวางเป้าหมายทั้งการแก้ปัญหาระยะสั้น การดูแลค่าครองชีพ ผู้ประกอบการและเกษตรกร ควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อรองรับการเติบโตในระยะต่อไป ซึ่ง 7 ภารกิจในระยะต่อไป ไม่สามารถเทน้ำหนักไปที่เรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ เพราะทุกเรื่องมีความสำคัญและต้องดำเนินควบคู่กัน พร้อมระบุว่า กระทรวงจะยังเดินหน้าทำงานเชิงรุกและบูรณาการทั้งภายใน ภายนอก และกับภาคเอกชนต่อไป “

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน