พาณิชย์ปลื้ม ส่งออก ก.ค. พุ่ง 21% อานิสงส์สินค้า AI–อิเล็กทรอนิกส์ ลุ้นทั้งปีแตะ 3.9 แสนล้านดอลล์
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผอ.สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการส่งออกของไทยในเดือน ก.ค. 2569ว่า มีมูลค่า 34,789.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐข ยายตัว 21.6% โตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 25 หรือ คิดเป็นมูลค่า 1,128,984 ล้านบาท
สาเหตุที่การส่งออกขยายตัวดีเนื่องจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงในอุตสาหกรรมเอไอเติบโตโดดเด่น เช่นเครื่องใช้ไฟฟ้า ขยายตัว 30.7% เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัว 67.8 % ชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือที่ยังคงขยายตัว160% เครื่องคอมพิวเตอร์และอุกรณ์ ขยายตัว 63.2%
นอกจากนี้ ภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรในเดือนก.ค. ยังกลับมาขยายตัว 0.6% จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวติดลบ 10.3% สินค้าที่ขยายตัวดี เช่น ข้าว ขยายตัว 5.3 % กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง ขยายตัว 24.7% ยางพารา ขยายตัว 33.8% เป็นต้น
ด้านตลาดส่งออกสำคัญก็ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป อาเซียน และ CLMV) สอดคล้องกับทิศทางการส่งออกของภูมิภาคเอเชียที่ขยายตัวสูง โดยได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของการลงทุนด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลก
ส่วนการส่งออก 7 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ค.)ปี 2569 มีมูลค่า 231,531.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 18.2% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน
นายนันทพงษ์กล่าวถึงการนำเข้าในเดือนก.ค. 2569 ว่า มีมูลค่า 38,399.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 36.7 % ส่งผลให้ไทยขาดดุล 3,610.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการนำเข้าช่วง7เดือนแรก การนำเข้า มีมูลค่า 266,885.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 37.8 % ดุลการค้า ขาดดุล 35,354.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
“การส่งออกทั้งปีนี้จะเติบโตเป็นตัวเลข2 ดิจิทแน่นอน มีความเป็นไปได้ที่จะโตสูงถึง 15% หรือคิดเป็นส่งออกมูลค่า 391,267.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากวัฎจักรส่งออกสินค้าเอไอ และอิเล็คทรอนิกส์ตามเทรนAIโลกยังโต ซึ่งมองว่าจะโตต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า รวมทั้งยังจะมีการเร่งนำเข้าสินค้าอย่างต่อเนื่องในระหว่างที่อัตราภาษีสหรัฐบางรายการยังไม่ชัดเจน โดยในเดือนต.ค.กระทรวงพาณิชย์จะทบทวนเป้าหมายการส่งออกใหม่อีกครั้งจากเป้าเดิม 8-11%”
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งสถานการณ์ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานผันผวนและปรับตัวสูงขึ้น และแนวโน้มการออกมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะมีความเจาะจงเป็นรายประเทศและรายสินค้ามากขึ้นในระยะต่อไป