3 คลังสมองเตือน ดึง 1.05 ล้านแรงงานนอกระบบเข้ามาตรา 33 ต้องรัดกุม หวั่นกลายเป็นภาระค่าครองชีพ-กองทุนประกันสังคม และงบประมาณของรัฐในอนาคต
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่าภายหลังร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการหรือลูกจ้างอื่นที่ไม่อยู่ในบังคับตามกฎหมายประกันสังคม เพื่อขยายความคุ้มครองลูกจ้างเข้าสู่ระบบประกันสังคมมาตรา 33 เพิ่มเติมผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) คาดว่าจำนวนผู้ประกันตนจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องรวมกว่า 1.05 ล้านคนภายในปี 2573 จากเดิมอยู่นอกระบบ
โดยครอบคลุมลูกจ้าง 3 กลุ่ม ได้แก่ ลูกจ้างกิจการเพาะปลูก ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์, ลูกจ้างของนายจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดา เช่น แม่บ้าน คนสวน คนขับรถ และลูกจ้างของนายจ้างที่ประกอบการค้าแผงลอย จะได้รับสิทธิประโยชน์กรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต ชราภาพ และว่างงาน
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังมองว่า การบังคับใช้จะทำให้มีภาระทางการเงินเพิ่มขึ้น โดยนายจ้างต้องขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินสมทบทุกเดือน จึงควรออกแบบระบบบริหารจัดการและการนำส่งเงินสมทบให้เหมาะสมกับลักษณะของแรงงานกลุ่มนี้ พร้อมประเมินความคุ้มค่า ต้นทุน ผลประโยชน์ และความยั่งยืนทางการคลัง
ด้านสำนักงบประมาณเตือนว่า ขณะนี้ไทยยังเผชิญค่าครองชีพสูง จากต้นทุนพลังงานเพิ่ม เศรษฐกิจชะลอตัว ดังนั้นการเพิ่มภาระเงินสมทบอาจกระทบทั้งลูกจ้างและนายจ้างรายย่อย และอาจนำไปสู่การลดวันทำงาน เลิกจ้าง หรือหลีกเลี่ยงการจ้างงานในระบบ
สำนักงบประมาณจึงเสนอให้ทบทวนขั้นตอนอย่างรัดกุม สร้างความเข้าใจแรงงาน และพิจารณาความสมัครใจของผู้ที่ต้องการได้รับสิทธิประโยชน์ พร้อมวางแผนฐานะการเงินของกองทุนประกันสังคมทั้งระยะสั้น กลาง และยาว เพื่อไม่ให้กระทบสภาพคล่องและไม่สร้างภาระการคลังแก่รัฐในอนาคต
ขณะที่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์เสนอให้สำนักงานประกันสังคมเร่งพัฒนาระบบขึ้นทะเบียนนายจ้าง การแจ้งจ้าง การคำนวณเงินสมทบ และเชื่อมโยงข้อมูลค่าจ้างกับระบบประกันสังคม เพื่อให้การบังคับใช้มีประสิทธิภาพ