พิพัฒน์ ลุยแก้ปัญหากัดเซาะชายฝั่งเทพา อุดจุดเสี่ยงน้ำท่วมโรงพยาบาล

วันนี้ (30 สิงหาคม 2569) เวลา 9.30 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ติดตามการแก้ไขและป้องกันปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งบริเวณจุดพักรถริมทางหลวงหมายเลข 43 และตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลเทพา รับฟังสถานการณ์ความเสียหายจากอุทกภัย ความต้องการด้านสาธารณสุข ตลอดจนปัญหาการจราจรและการเข้าถึงโรงพยาบาล เพื่อบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาที่กระทบต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ร่วมลงพื้นที่ประกอบด้วย นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายชาครีย์ บำรุงวงศ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง นายจอมปวีร์ จันทร์หิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงที่ 18 นายเรวัต ใจสะอาด ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทยะลา หัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี โดยในการตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลเทพา มีนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเทพา และบุคลากรทางการแพทย์ให้การต้อนรับและร่วมให้ข้อมูล

จุดแรก นายพิพัฒน์ติดตามสถานการณ์การกัดเซาะชายฝั่งบริเวณจุดพักรถทางหลวงหมายเลข 43 อำเภอเทพา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการกัดเซาะอย่างต่อเนื่อง โดยจากข้อมูลที่ได้รับรายงานในพื้นที่ ชายฝั่งบางช่วงถอยร่นมากกว่า 100 เมตรในช่วงประมาณ 20 ปี หรือเฉลี่ยประมาณ 5 เมตรต่อปี และมีแนวพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังและดำเนินการป้องกันประมาณ 500 เมตร โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มีคลื่นสูงและลมแรง การกัดเซาะจะทวีความรุนแรงขึ้น

นายพิพัฒน์กล่าวว่า ปัญหาการสูญเสียพื้นที่ชายฝั่งนั้น ส่งผลต่อ ความมั่นคงปลอดภัยของโครงข่ายคมนาคม เนื่องจากทางหลวงหมายเลข 43 เป็นเส้นทางสายหลักเชื่อมจังหวัดสงขลากับปัตตานี ยะลา และนราธิวาส หากไม่เร่งป้องกันและปล่อยให้แนวกัดเซาะรุกเข้าใกล้ถนนมากขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อช่องจราจรและการเดินทางของประชาชนในอนาคต จึงต้องดำเนินมาตรการป้องกันก่อนที่ความเสียหายจะขยายตัวและต้องใช้งบประมาณมากขึ้นในการแก้ไข

จากการหารือร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ พบว่าการดำเนินงานยังมีข้อจำกัดด้านกรรมสิทธิ์ที่ดินและเขตอำนาจรับผิดชอบ เนื่องจากพื้นที่บางส่วนคาบเกี่ยวกับเขตน่านน้ำที่อยู่ในความดูแลของกรมเจ้าท่า ขณะที่บางส่วนเกี่ยวข้องกับที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ ทำให้หน่วยงานไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ตลอดแนวโดยทันที ปัจจุบันจึงมีการประสานกรมเจ้าท่าศึกษารูปแบบการป้องกันชายฝั่งที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ รวมถึงพิจารณามาตรการป้องกันบริเวณหน้าท่าเรือและแนวชายฝั่งที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นระบบ โดยในระยะเร่งด่วนมีการใช้หินเสริมแนวป้องกันในบางจุดเพื่อลดความเสียหายจากคลื่นลมแรง

นายพิพัฒน์ได้กำชับกรมทางหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ร่วมกับจังหวัดสงขลาและกรมเจ้าท่าเร่งหาข้อสรุปทั้งด้านรูปแบบก่อสร้าง เขตพื้นที่รับผิดชอบ และแนวทางด้านงบประมาณ โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการป้องกันทางหลวงหมายเลข 43 และความปลอดภัยของประชาชน พร้อมย้ำว่าการแก้ปัญหาต้องพิจารณาทั้งระบบ ไม่ใช่แก้เฉพาะจุดหนึ่งแล้วสร้างผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียง

จากนั้น นายพิพัฒน์เดินทางไปยังโรงพยาบาลเทพา เพื่อติดตามผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย รับฟังปัญหาจากบุคลากรสาธารณสุข และตรวจสอบระบบคมนาคมสำหรับการเดินทางเข้า–ออกโรงพยาบาล โดยได้รับรายงานว่าอุทกภัยในช่วงปี 2567–2568 ส่งผลกระทบต่อสถานพยาบาลหลายแห่งในจังหวัดสงขลา และมีการรวบรวมข้อมูลความเสียหายเสนอไปยังกระทรวงสาธารณสุขเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณแล้ว

ในส่วนของโรงพยาบาลเทพา ปัจจุบันรองรับผู้ป่วยประมาณ 72 เตียง และมีบทบาทสำคัญในฐานะสถานพยาบาลหน้าด่านของจังหวัดสงขลา รองรับทั้งประชาชนในอำเภอเทพา อำเภอสะบ้าย้อย และผู้ป่วยจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เข้ามารับบริการ ทั้งการรักษาพยาบาล กายภาพบำบัด ฟอกไต และทันตกรรม โดยมีการเสนอความต้องการงบประมาณประมาณ 35 ล้านบาท สำหรับพัฒนาอาคารและพื้นที่ให้บริการด้านผู้ป่วยและกายภาพบำบัด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับประชาชนในพื้นที่

นายพิพัฒน์ได้ขอให้โรงพยาบาลรวบรวมรายละเอียดความเสียหายและความต้องการงบประมาณให้ชัดเจน แยกเป็นส่วนที่จำเป็นเร่งด่วนและแผนพัฒนาในระยะต่อไป เพื่อให้สามารถประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและพิจารณาการสนับสนุนได้ตรงกับความจำเป็น โดยเฉพาะสิ่งที่มีผลโดยตรงต่อการรักษาและความปลอดภัยของผู้ป่วย

ขณะเดียวกัน นายพิพัฒน์ได้ตรวจสอบปัญหาด้านการคมนาคมบริเวณหน้าโรงพยาบาล หลังได้รับข้อมูลว่าถนนทางเข้าออกมีข้อจำกัดและมีการจราจรหนาแน่นในบางช่วง ส่งผลต่อความคล่องตัวของรถพยาบาล จึงได้หารือแนวทางปรับปรุง การเพิ่มช่องจราจร เพื่อให้รถพยาบาลและประชาชนสามารถเดินทางเข้า–ออกได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมอบหมายให้หน่วยงานด้านถนนตรวจสอบสภาพพื้นที่และความเป็นไปได้อย่างละเอียด

นายพิพัฒน์กล่าวว่า ภารกิจในวันนี้ทั้งสองจุดมีความเชื่อมโยงกัน เพราะ “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่ต้องทำให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตและเข้าถึงบริการที่จำเป็นได้อย่างปลอดภัย ทางหลวงหมายเลข 43 ต้องสามารถรองรับการเดินทางสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเส้นทางเข้าสู่โรงพยาบาลต้องทำให้รถพยาบาลเข้าถึงผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินและช่วงเกิดภัยพิบัติ พร้อมสร้างความมั่นคงในการเดินทางให้กับประชาชนจังหวัดสงขลาและพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน