หน้าแรก
อาชญากรรม ทุกทิศทั่วไทย
ประเด็นร้อน วิเคราะห์การเมือง
เกาะติดกระแสหุ้นและการเงิน อสังหาฯ
รอบโลก นิวส์มอนิเตอร์ ข่าวในพระราชสำนัก ข่าวโควิด-19
เด่นออนไลน์
ละคร
หวย
กีฬาต่างประเทศ ไทยลีก เกมส์ - อีสปอร์ต ONE CHAMPIONSHIP
คลิปฮอต
บิวตี้ Food & Cafe ท่องเที่ยว ไอที-สมาร์ทโฟน
Smart Sustain
วงล้อเศรษฐกิจ ทิ้งหมัดเข้ามุม ชกไม่มีมุม วิทยาการ คอลัมน์พระเครื่อง ข่าวสดทีวีไกด์ รถยนต์ ความรู้ทั่วไป รำลึก-อาลัย
Khaosod Chinese

ศูนย์วิจัยทองคำเห็นต่าง จับตาเฟด-ตัวเลขจ้างงาน ขณะ “เล่งหงษ์” มองราคาย่อไม่เสี่ยง

31 ส.ค. 2569 - 06:30 น.

ศูนย์วิจัยทองคำ เผยผลสำรวจผู้เชี่ยวชาญเห็นต่าง โดย 38% มองทองขึ้น ขณะที่ 38% คาดลดลง ส่วนฝั่งนักลงทุน 51% ยังเชื่อทองขาขึ้น จับตาทิศทางดอกเบี้ยเฟด–Treasury Buyback–ตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ ด้าน “เล่งหงษ์ คอมโมดิตี้ส์” ชี้ทองร่วงทดสอบ 4,450 ดอลลาร์ ยังไม่อันตราย มองระยะสั้นมีโอกาสรีบาวด์ ประเมินทองไทยแกว่ง 69,000-71,000 บาท

ศูนย์วิจัยทองคำ เปิดเผยผลสำรวจมุมมองต่อทิศทางราคาทองคำในประเทศรายสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 31 ส.ค.–4 ก.ย. 2569 จากการสำรวจ GRC Gold Survey พบว่า มุมมองของผู้เชี่ยวชาญในตลาดทองคำยังมีความเห็นแตกต่างกัน โดยจากผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมตอบแบบสำรวจ 13 ราย มี 5 ราย หรือ 38% คาดว่าราคาทองคำในสัปดาห์หน้าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ 5 ราย หรือ 38% มองว่าราคาจะลดลง และอีก 3 ราย หรือ 24% คาดว่าราคาจะเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะที่นักลงทุนทองคำจำนวน 328 ราย ที่ร่วมตอบแบบสำรวจ ส่วนใหญ่ยังมีมุมมองเชิงบวก โดย 166 ราย หรือ 51% คาดว่าราคาทองคำในประเทศจะปรับเพิ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า ขณะที่ 145 ราย หรือ 44% คาดว่าราคาจะลดลง และ 17 ราย หรือ 5% มองว่าราคาจะเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ราคาทองคำแท่งในประเทศความบริสุทธิ์ 96.5% ตามประกาศสมาคมค้าทองคำในสัปดาห์ที่ผ่านมาเคลื่อนไหวในกรอบ 70,150-72,200 บาทต่อบาททองคำ และปิดตลาดที่ 70,250 บาท ลดลง 900 บาท จากสัปดาห์ก่อนหน้าซึ่งปิดที่ 71,150 บาท สะท้อนแรงขายทำกำไรหลังราคาทองคำปรับตัวขึ้นในช่วงก่อนหน้า

สำหรับปัจจัยที่ตลาดต้องจับตาในสัปดาห์หน้า ศูนย์วิจัยทองคำให้น้ำหนักกับทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หลังถ้อยแถลงของนายเควิน วอร์ช ประธานเฟด ส่งสัญญาณให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อที่ยังอยู่สูงกว่าเป้าหมาย ซึ่งทำให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่เฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน โดยทิศทางดอกเบี้ยถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันราคาทองคำ

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามทิศทางตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว (Treasury Buyback) อย่างน้อยเท่าตัว โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย. 2569 ซึ่งอาจส่งผลต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตร ค่าเงินดอลลาร์ และทิศทางราคาทองคำ

ขณะเดียวกัน ตลาดยังรอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ โดยเฉพาะดัชนี ISM และ PMI ภาคการผลิตและบริการ รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจของเฟด หรือ Beige Book รวมถึงตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงานเดือนส.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ซึ่งจะเป็นข้อมูลประกอบการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของเฟด

ด้านนางสาวภัทริน วชิรคพรรณ เล่งหงษ์ Chief Strategy Officer บริษัท เล่งหงษ์ คอมโมดิตี้ส์ จำกัด มองว่า การปรับตัวลงของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมา ทดสอบบริเวณ 4,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากก่อนหน้านี้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาเกือบ 700 ดอลลาร์ การพักฐานจึงถือเป็นการเคลื่อนไหวที่สามารถเกิดขึ้นได้ตามปกติ

นางสาวภัทรินกล่าวว่า ถ้อยแถลงของประธานเฟดในการประชุมที่แจ็กสันโฮลยังคงให้น้ำหนักกับการควบคุมเงินเฟ้อให้กลับเข้าสู่เป้าหมาย 2% และไม่ได้ปิดโอกาสที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่เฟดยังต้องรอดูข้อมูลเศรษฐกิจในระยะถัดไปก่อนตัดสินใจ ส่งผลให้ตลาดตีความไปในทิศทางที่เข้มงวดมากขึ้น และเพิ่มน้ำหนักต่อโอกาสที่เฟดอาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย.นี้

ข้อมูลจาก FedWatch Tool ระบุว่า ตลาดให้น้ำหนักโอกาสเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนก.ย. 57% ขณะที่โอกาสคงอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 43% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังมีความผันผวนและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามข้อมูลเศรษฐกิจที่จะทยอยประกาศออกมา

“ปัจจัยสำคัญในสัปดาห์หน้า ตัวแปรสำคัญอยู่ที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ที่จะมีผลต่อราคาทองคำ โดยตลาดคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 58,000 ตำแหน่ง จากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบ 23,000 ตำแหน่ง หากตัวเลขออกมาใกล้เคียงกับที่ตลาดคาดการณ์ จะยังไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อราคาทองคำอย่างรุนแรง”

นางสาวภัทรินกล่าวและว่าในด้านปัจจัยทางเทคนิค ราคาทองคำระยะสั้นมีโอกาสเกิดแรงซื้อกลับ เนื่องจากกราฟในกรอบเวลา 1 ชั่วโมงเข้าสู่ภาวะ Oversold (ขายมากเกินไป) โดยมีแนวต้านสำคัญบริเวณ 4,520-4,540 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคายังไม่สามารถผ่านแนวต้านดังกล่าวได้ ทิศทางยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway (กรอบแคบๆ)

ส่วนแนวรับสำคัญอยู่ที่ประมาณ 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นบริเวณก่อนที่ราคาจะปรับตัวขึ้นแรงในรอบที่ผ่านมา ทั้งนี้หากกรณีเลวร้ายสุด ราคาทองคำอาจทยอยลงไปทดสอบระดับดังกล่าว แต่การปรับฐานในรอบนี้ยังไม่ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวล

สำหรับราคาทองคำในประเทศ ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวระยะสั้นไว้ที่ประมาณ 69,000-71,000 บาทต่อบาททองคำ โดยตลาดยังต้องรอผลตัวเลข Nonfarm ในวันศุกร์ รวมถึงติดตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดในระยะต่อไป

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามปัจจัยด้านราคาน้ำมัน หลังมีรายงานเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา หากสามารถดำเนินการได้จริงและทำให้สหรัฐฯ มีน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น จะช่วยลดแรงกดดันต่อราคาน้ำมันและเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด

ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในปัจจุบันยังมีอะไรใหม่ และตลาดเริ่มปรับตัวรับข่าวสารดังกล่าวแล้ว ทำให้แรงหนุนจากปัจจัยความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ต่อราคาทองคำลดลง โดยภาพรวมสัปดาห์หน้าตลาดจึงให้น้ำหนักกับทิศทางดอกเบี้ยเฟดและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเป็นสำคัญ


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่

ศูนย์วิจัยทองคำเห็นต่าง จับตาเฟด-ตัวเลขจ้างงาน ขณะ “เล่งหงษ์” มองราคาย่อไม่เสี่ยง