รัฐวิสาหกิจ โกยเงินเข้ารัฐ 1.97 แสนล้าน ทะลุเป้าปี69 กองสลากยื่นหนึ่ง

นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายและรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ผลการจัดเก็บรายได้แผ่นดินของรัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐในช่วง 11 เดือนแรก (ต.ค. 68-ส.ค. 69) ของปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่ 197,356 ล้านบาท คิดเป็น 120% ของแผนจัดเก็บสะสม (163,901 ล้านบาท) สูงกว่าเป้าหมายการจัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดินและเงินปันผลจากรัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐปี 2569 ที่ 182,600 ล้านบาท

สำหรับการจัดเก็บรายได้สูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มูลค่าจัดเก็บ 47,388 ล้านบาท, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มูลค่าจัดเก็บ 33,754 ล้านบาท, กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง มูลค่าจัดเก็บ 19,202 ล้านบาท, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มูลค่าจัดเก็บ 18,244 ล้านบาท, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มูลค่าจัดเก็บ 16,011 ล้านบาท,

 

ธนาคารออมสิน มูลค่าจัดเก็บ 13,389 ล้านบาท, บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) มูลค่าจัดเก็บ 8,100 ล้านบาท, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ มูลค่าจัดเก็บ 6,963 ล้านบาท, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร มูลค่าจัดเก็บ 5,552 ล้านบาท และการไฟฟ้านครหลวง มูลค่าจัดเก็บ 5,104 ล้านบาท

ทั้งนี้ สคร. คาดว่าผลการจัดเก็บเงินนำส่งรายได้ประจำปีงบประมาณ 2569 จะอยู่ที่ 203,000 ล้านบาท คิดเป็น 111% ของเป้าหมายทั้งปี

“การจัดเก็บรายได้นั้นกระจุกตัวอยู่ภาคพลังงาน ไฟฟ้า มหาดไทย และคมนาคม คิดเป็น 90% ของการจัดเก็บรายได้” นายธิบดีกล่าว

นายธิบดีกล่าวว่า ภาพรวมและสถานะการเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ มีการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจของ สคร. ซึ่งมีกรอบงบลงทุนในปีงบประมาณ 2569 รวม 236,839.91 ล้านบาท โดยช่วง 11 เดือน (ต.ค.68-ส.ค.69) รัฐวิสาหกิจ 43 แห่ง เบิกจ่ายงบลงทุนแล้ว 218,352 ล้านบาท หรือคิดเป็น 92.19% และเมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2568 แล้ว ถือว่าประสิทธิภาพการเบิกจ่ายเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี คาดว่า ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2569 สคร.จะสามารถเร่งรัดและกำกับให้รัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายได้เกินกว่า 225,998 ล้านบาท หรือคิดเป็น 95.40% เกินกว่าเป้าหมายขั้นต่ำที่รัฐบาลกำหนด

นายธิบดี กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) เห็นชอบ 5 โครงการ มูลค่ารวม 14,023 ล้านบาท ได้แก่ โครงการ Rest Area บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) มูลค่า 3,520 ล้านบาท, โครงการ Rest Area บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางใหญ่-กาญจนบุรี (M81) มูลค่า 2,380 ล้านบาท, โครงการท่าเทียบเรือ เอ5 ท่าเรือแหลมฉบัง มูลค่า 3,953 ล้านบาท, โครงการศูนย์บำบัดโรคมะเร็งด้วยเทคโนโลยีการฉายอนุภาคโปรตอน มูลค่า 2,569 ล้านบาท และโครงการ Rest Area เขตทางพิเศษบริเวณบางโปรง มูลค่า 1,602 ล้านบาท

“สำหรับการลงทุน PPP มีโครงการศูนย์มะเร็งกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้มีศูนย์มะเร็งเพิ่มจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งทำให้ผู้ป่วยที่ต้องรอคิว 2 เดือน ลดลงเหลือ 1 เดือน โดยมีโครงการเหล่านี้น้อยเพราะกำไรไม่ได้ดีมาก” นายธิบดี กล่าว

นอกจากนี้ สคร.อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการส่งเสริมการร่วมลงทุนในโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green PPP) มากขึ้น และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น คาดว่าจะได้เห็นในปีหน้า “คาดว่าจะมีการปล่อยกู้มากขึ้น ดอกเบี้ยถูกลง หลายธนาคารก็สนใจเรื่องนี้มากขึ้น เพราะไม่ใช่แค่ผลตอบแทนทางการเงิน แต่ต้องดูเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย”

นายธิบดีกล่าวว่า การดำเนินงานของกองทุนรวมวายุภักษ์ ณ วันที่ 31 ก.ค. 2569 ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 1,623.64 จุด เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2568 ซึ่งปิดที่ 1,259.67 จุด โดยให้อัตราผลตอบแทน 28.89% โดยกองทุนรวมวายุภักษ์ 1 ณ วันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมากองทุนฯ มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) 595,548.34 ล้านบาท แบ่งเป็น NAV ของหน่วยลงทุนประเภท ข. 439,939.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 490,390.32 ล้านบาท อัตราผลตอบแทนที่ 28.10% ซึ่งที่ผ่านมาได้เงินปันผลแล้วกว่า 20,000 ล้านบาท

อีกทั้ง สคร. ในฐานะหัวหน้ากลุ่มเจรจาการตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป ในบทรัฐวิสาหกิจ ซึ่งถือเป็นการเจรจา FTA ฉบับแรกที่มีการเจรจาในประเด็นรัฐวิสาหกิจ โดยทั้งสองฝ่ายได้ผลักดันการเจรจาให้บรรลุข้อตกลงในทุกประเด็นคงค้างที่สำคัญ รวมถึงการเจรจาข้อสงวนและข้อยกเว้นภายใต้บทรัฐวิสาหกิจในเบื้องต้นแล้ว คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ของรัฐวิสาหกิจ โดยไม่กระทบต่อภารกิจการให้บริการสาธารณะ โดยจะมีการเจรจา FTA ระหว่าง ไทย-แคนาดา และไทย-สหราชอาณาจักร ในประเด็นด้านรัฐวิสาหกิจ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน