“อนุทิน” ชูไทยพันธมิตรลงทุนโลก เปิดจุดแข็งฐานอุตสาหกรรมครบ เชื่อมอาเซียน รื้อกฎกว่า 7,000 ฉบับ รับเศรษฐกิจอนาคต ดัน AI-พลังงานสะอาด-สุขภาพ
วันนี้ (3 ก.ย. 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Thailand’s Offer to the World” ภายในงาน The Bangkok Business Summit 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีผู้ร่วมงานประกอบไปด้วย เอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยข้าราชการระดับสูง ภาคเอกชนไทยและต่างประเทศกว่า 400 คน
นายอนุทิน กล่าวว่า ประเทศไทยพร้อมขยับจากการเป็นเพียงฐานการผลิตและตลาด สู่การเป็น “พันธมิตร” ของนักลงทุนทั่วโลก เพื่อร่วมสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต บนจุดแข็งของระบบเศรษฐกิจไทยที่มีฐานอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานครบถ้วน นักลงทุนที่เข้ามาประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์ เพราะไทยมีทั้งคลัสเตอร์อุตสาหกรรม แรงงานมีประสบการณ์ ซัพพลายเออร์ และระบบสนับสนุนพร้อมรองรับ
ไทยยังมีเครือข่ายโลจิสติกส์และดิจิทัล บริการทางการเงิน และฐานอุตสาหกรรมสำคัญตั้งแต่ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร สุขภาพ ไปจนถึงการท่องเที่ยว ทำให้นักลงทุนสามารถนำแนวคิดใหม่เข้ามาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ เชื่อมต่อพันธมิตร นำสินค้าออกสู่ตลาด และขยายธุรกิจได้ โดยไม่ต้องสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจขึ้นใหม่ทั้งหมด
นายอนุทิน กล่าวว่า จุดขายของประเทศไทยไม่ได้มีเพียงตำแหน่งที่ตั้ง แต่คือความพร้อมในเชิงลึก ขณะเดียวกันไทยยังเป็นแพลตฟอร์มเชื่อมธุรกิจกับตลาดและห่วงโซ่อุปทานของอาเซียน ทำให้นักลงทุนใช้ไทยเป็นฐานรองรับทั้งตลาดในประเทศและตลาดภูมิภาคได้พร้อมกัน
อีกจุดแข็งคือความสามารถในการทำงานกับพันธมิตรทั้งตะวันออกและตะวันตก ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่แบ่งขั้วมากขึ้น ความเปิดกว้างดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงจุดยืนทางการทูต แต่กลายเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจของไทย ช่วยลดความเสี่ยงและเปิดทางให้ธุรกิจเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตได้หลากหลายกว่าเดิม
นายกรัฐมนตรี มองว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงใหญ่พร้อมกัน 4 ด้าน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากร ประเทศไทยจึงไม่สามารถหยุดนิ่ง แต่ต้องเปลี่ยนความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ให้เป็นโอกาสในการสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แข่งขันได้ และมีภูมิคุ้มกันมากขึ้นในระยะยาว
นายอนุทิน กล่าวว่า ด้านเทคโนโลยี ไทยไม่ควรเป็นเพียงผู้ใช้ AI และเทคโนโลยีที่พัฒนาจากต่างประเทศ แต่การลงทุนใหม่ต้องช่วยสร้างองค์ความรู้ ทักษะ และขีดความสามารถภายในประเทศ พร้อมยกระดับแรงงาน เพิ่มผลิตภาพ และเสริมศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยและ SMEs
ขณะที่การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว รัฐบาลไม่ต้องการมองเป็นเพียงต้นทุนจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นพื้นที่ลงทุนใหม่ ทั้งพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่น และการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสามารถดึงเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้างการเติบโตในระยะต่อไป
นายกรัฐมนตรียังเสนอแนวคิด “Longevity Economy” เปลี่ยนโจทย์สังคมสูงวัยให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยเชื่อมโยงบริการสุขภาพ เวลเนส การท่องเที่ยว และเทคโนโลยี เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพดี มีทักษะ และยังมีบทบาททางเศรษฐกิจตลอดช่วงชีวิต
อีกมิติที่รัฐบาลต้องการใช้ดึงดูดการลงทุน คือคุณภาพชีวิต โดยนายอนุทินชี้ว่าเงินลงทุนระดับโลกมักเคลื่อนตามบุคลากรที่มีความสามารถ และคนเก่งจะเลือกประเทศที่สามารถใช้ชีวิตได้ดี ไทยจึงมีจุดแข็งจากระบบสุขภาพที่ได้รับการยอมรับ บริการที่มีคุณภาพ และสังคมที่เอื้อต่อการดึงดูดบุคลากรจากทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าจุดแข็งที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ หน้าที่ของรัฐบาลคือทำให้การลงทุนในไทยง่ายขึ้นและคาดการณ์ได้มากขึ้นโดยต้องมีกฎที่ชัดเจน การตัดสินใจรวดเร็ว โครงสร้างพื้นฐานเชื่อถือได้ มีพลังงานสะอาด ศักยภาพดิจิทัล และกำลังคนรองรับอุตสาหกรรมใหม่
รัฐบาลจึงอยู่ระหว่างทบทวนกฎและระเบียบลำดับรองมากกว่า 7,000 ฉบับ ที่อาจสร้างภาระโดยไม่จำเป็นต่อประชาชนและภาคธุรกิจ ควบคู่กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐาน เพิ่มความโปร่งใส ความแน่นอนทางกฎระเบียบ และเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มองหาแหล่งลงทุนระยะยาว
นายอนุทิน กล่าวว่า ไทยไม่ได้ต้องการเงินลงทุนที่เข้ามาเพียงตั้งโรงงานหรือขายสินค้า แต่ต้องการการลงทุนที่ฝังตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ช่วยพัฒนาซัพพลายเออร์ไทย ถ่ายทอดความรู้ พัฒนาคน เสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ร่วมกัน
“ข้อความของผมถึงนักลงทุนทุกชาติคือ ประเทศไทยพร้อมจะเป็นมากกว่าฐานการผลิตหรือตลาดขายสินค้า แต่เราจะเป็นพันธมิตรในการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อย่าเพียงแค่มาลงทุนสร้าง ในประเทศไทย แต่มาร่วมสร้าง ไปพร้อมกับประเทศไทย“ นายอนุทิน กล่าว