อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต มองตลาดยูนิตลิงก์มีโอกาสกลับมาเติบโต รับความต้องการวางแผนการเงินระยะยาวและทิศทางดอกเบี้ยต่ำ หลัง 7 เดือนแรกเบี้ยปีแรกผ่านช่องทางตัวแทนโต 56% แตะ 233 ล้านบาท ขณะที่ผู้บริหารชี้คนไทยยังมีทุนประกันชีวิตเฉลี่ยเพียงราว 2 แสนบาท และอัตราการเข้าถึงประกันยังต่ำ สะท้อนโอกาสขยายตลาดอีกมาก

วันที่ 3 ก.ย. 2569 นายวิรงค์ พัฒนกำจร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารงานตัวแทนประกันชีวิตและสุขภาพ บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์ยูนิตลิงก์ผ่านช่องทางตัวแทนของบริษัทในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 มีเบี้ยประกันภัยรับปีแรก 233 ล้านบาท เติบโต 56% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และส่งผลให้บริษัทครองอันดับ 2 ของตลาดยูนิตลิงก์ผ่านช่องทางตัวแทน

ขณะที่มีสัดส่วนยอดขายผลิตภัณฑ์ยูนิตลิงก์คิดเป็น 14% ของยอดขายใหม่ผ่านช่องทางตัวแทนทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากระดับประมาณ 3-5% ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา

ทำให้บริษัทตั้งเป้าธุรกิจยูนิตลิงก์ในปี 2569 เติบโต 45% หรือมียอดขายรวมประมาณ 688 ล้านบาท พร้อมเพิ่มจำนวนตัวแทนที่ได้รับใบอนุญาตผู้แนะนำการลงทุน หรือ IC License เป็น 1,800 คน ภายในปีนี้ จากปัจจุบันมีตัวแทนที่ได้รับใบอนุญาตแล้ว 1,582 คน คิดเป็น 12% ของจำนวนตัวแทนทั้งหมด

นายวิรงค์ กล่าวว่า ความแข็งแกร่งของช่องทางตัวแทนถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ยูนิตลิงก์ต้องอาศัยทั้งความรู้ด้านประกันชีวิต การลงทุน และความเข้าใจความต้องการของลูกค้า บริษัทจึงเดินหน้าพัฒนาศักยภาพตัวแทนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการฝึกอบรมและการสร้างความมั่นใจในการนำเสนอผลิตภัณฑ์

“เรามีผลิตภัณฑ์ที่ดี แต่การเติบโตจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีฝ่ายขายที่มีความรู้และความเข้าใจ เพราะผลิตภัณฑ์ยูนิตลิงก์มีความซับซ้อนกว่าประกันชีวิตทั่วไป ตัวแทนจึงต้องรู้จริง รู้ลึก และมีความมั่นใจในการอธิบายให้ลูกค้าเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการ”

ด้านนางสาวพบพร พิพัฒน์สาธุกิจ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายธุรกิจยูนิตลิงก์ บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดประกันชีวิตไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก เนื่องจากคนไทยจำนวนมากยังมีความคุ้มครองไม่เพียงพอ โดยทุนประกันชีวิตเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ประมาณ 200,000 บาท ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับความจำเป็นในการดำรงชีวิตและการวางแผนความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

ขณะที่จำนวนกรมธรรม์ประกันชีวิตเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรยังสะท้อนว่าคนไทยจำนวนมากยังไม่มีความคุ้มครองที่เพียงพอ แม้ตัวเลขดังกล่าวอาจไม่สะท้อนจำนวนผู้ถือกรมธรรม์ที่แท้จริงทั้งหมด เนื่องจากประชาชนหนึ่งคนสามารถถือกรมธรรม์ได้มากกว่าหนึ่งฉบับ

นอกจากนี้ อัตราการเข้าถึงประกัน หรือ Insurance Penetration ซึ่งวัดจากสัดส่วนเบี้ยประกันภัยรวมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของไทย อยู่ที่ประมาณ 3.6% ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่อยู่ราว 7% ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วมีระดับประมาณ 8-11%

นางสาวพบพร กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงช่องว่างและโอกาสในการเติบโตของอุตสาหกรรมประกันชีวิตไทย โดยเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งความคุ้มครอง การลงทุน และการวางแผนการเงินระยะยาว

สำหรับแนวโน้มตลาดยูนิตลิงก์ บริษัทมองว่าทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลงจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสนับสนุนให้ผู้บริโภคมองหาทางเลือกในการสร้างผลตอบแทนระยะยาวมากขึ้น ขณะที่ยูนิตลิงก์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานความคุ้มครองชีวิตเข้ากับการลงทุน และเปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกกองทุนตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

รูปแบบการลงทุนของยูนิตลิงก์แตกต่างจากธุรกิจประกันชีวิตแบบดั้งเดิม ซึ่งบริษัทประกันมักบริหารเงินลงทุนโดยเน้นตราสารหนี้เป็นสัดส่วนหลัก ขณะที่ลูกค้ายูนิตลิงก์สามารถเลือกลงทุนผ่านกองทุนได้ด้วยตนเอง โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนระยะยาว

ลูกค้าสามารถเลือกลงทุนได้ตั้งแต่กองทุนความเสี่ยงต่ำ กองทุนตราสารหนี้ กองทุนผสม ไปจนถึงกองทุนหุ้นในภูมิภาคต่าง ๆ ทั้งสหรัฐ ยุโรป เอเชีย ตลาดเกิดใหม่ ตลาดหุ้นไทย กองทุนหุ้นทั่วโลก และกองทุนทองคำ

“ลูกค้าไม่ได้ลงทุนในหุ้นรายตัวโดยตรง แต่เป็นการลงทุนผ่านกองทุน ซึ่งช่วยให้สามารถกระจายความเสี่ยงได้มากกว่าการเลือกลงทุนในหุ้นเพียงรายตัวเดียว” นางสาวพบพรกล่าว

ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนสัดส่วนหรือสับเปลี่ยนกองทุนได้ตามความต้องการโดยไม่มีค่าธรรมเนียมตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด อย่างไรก็ตาม แนวคิดหลักของผลิตภัณฑ์ยังคงเน้นการลงทุนระยะยาว เพื่อรองรับเป้าหมายทางการเงินในแต่ละช่วงชีวิต ไม่ใช่การลงทุนเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น

ล่าสุด อลิอันซ์ อยุธยา ได้เปิดตัว My Style Protect Plus และ My Style Protect Max ภายใต้ My Style Protect Series เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าสามารถออกแบบความคุ้มครองควบคู่กับการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น

นางสาวพบพร กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “คุ้มครองครบทุกบทบาทของชีวิต ในสไตล์ที่ใช่สำหรับคุณ” จากความเข้าใจว่าความต้องการด้านความคุ้มครองของคนวัยทำงานเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละช่วงชีวิต ทั้งการแต่งงาน การมีบุตร ภาระทางการเงิน และความรับผิดชอบต่อครอบครัว

จุดเด่นสำคัญคือสิทธิ Life Event Benefit ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เอาประกันภัยสามารถขอเพิ่มจำนวนเงินเอาประกันภัยได้โดยไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยเพิ่ม เมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญในชีวิต เพียงตอบคำถามสุขภาพ 1 ข้อ และยื่นคำขอภายใน 3 เดือนนับจากวันที่เกิดเหตุการณ์

สิทธิดังกล่าวครอบคลุม 5 เหตุการณ์ ได้แก่ อายุครบ 20 ปี การสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย การมีบุตร การรับบุตรบุญธรรม และการเสียชีวิตของคู่สมรส โดยสามารถขอเพิ่มทุนประกันได้ครั้งละไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือ 50% ของทุนประกันเริ่มต้น แล้วแต่จำนวนใดต่ำกว่า ใช้สิทธิได้สูงสุด 3 ครั้ง และเพิ่มทุนประกันสะสมรวมได้ไม่เกิน 5 ล้านบาท ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของบริษัท

ผลิตภัณฑ์ยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกความคุ้มครองสุขภาพเพิ่มเติมผ่านสัญญาเพิ่มเติมแบบ UDR (Unit Deducting Rider) ครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก เงินชดเชยรายวัน โรคร้ายแรง และทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง

นอกจากนี้ ยังมีความยืดหยุ่นในการบริหารกรมธรรม์และเงินลงทุน ทั้งการพักชำระเบี้ยประกันภัยชั่วคราว การถอนเงินบางส่วน และการเพิ่มเงินลงทุนผ่าน Top-up ขณะที่ลูกค้าสามารถเลือกกองทุนและปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของตนเองได้

สำหรับ My Style Protect Series มี 2 รูปแบบ ได้แก่ My Style Protect Plus ซึ่งจ่ายผลประโยชน์กรณีเสียชีวิตเป็นจำนวนเงินเอาประกันภัยบวกกับมูลค่ารับซื้อคืนหน่วยลงทุน และ My Style Protect Max ซึ่งให้ผลประโยชน์ตามจำนวนที่สูงกว่าระหว่างทุนประกันตามเงื่อนไข หรือมูลค่ารับซื้อคืนหน่วยลงทุน พร้อมเปิดโอกาสให้เลือกทุนประกันสูงสุดถึง 300 เท่าของเบี้ยประกันภัยหลักเพื่อความคุ้มครอง

นางสาวพบพร กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ใหม่สะท้อนแนวคิดที่ว่าการวางแผนการเงินไม่ควรถูกกำหนดตายตัวตั้งแต่วันแรก แต่ควรมีความยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนไปพร้อมกับสถานการณ์ชีวิต

“ลูกค้าสามารถเลือกรูปแบบความคุ้มครองที่เหมาะกับความต้องการในวันนี้ ขณะเดียวกันก็มีความยืดหยุ่นในการรองรับบทบาทและความรับผิดชอบใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต” นางสาวพบพรกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน