ธปท. จ่อออกกฎคุมเข้ม“ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง” ไตรมาส 4 – สกัดเทรดทองฟอกเงิน

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ( ธปท. ) กล่าวในงานสัมมนา Beyond ESG : Thailand Transition #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย หัวข้อ “นโยบายการเงิน…พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย” จัดโดยประชาชาติธุรกิจว่า ธปท. ได้ร่วมดำเนินการแก้ไขปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

โดยธปท. ได้ออกมาตรการมาแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างใน 4 เรื่องหลัก ได้แก่ การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและเอสเอ็มอี การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อ การให้บริการทางการเงินแบบเป็นธรรม และแก้ปัญหาเรื่องเงินเทา

 

ขณะเดียวกันเตรียมออกมามาตรการใหม่อีก 2 ด้านมากำกับดูแลใหม่ทั้งหมดได้แก่ การควบคุมดูแลธุรกิจ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” (Buy Now Pay Later – BNPL) เนื่องจากธุรกิจนี้มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 10 เท่าตัว ในระยะเวลา 4 ปี ทำให้จำนวนผู้ใช้เพิ่มจาก 600,000 คน พุ่งเป็นจำนวน 6 ล้านคน รวมถึงยังมีเด็กรุ่นใหม่กว่า 45% ได้มีการกู้เงินครั้งแรกผ่านระบบ BNPL ถือเป็นการใช้เพื่อบริโภค

ทั้งนี้เตรียมเข้ามากำกับดูแล พร้อมกำหนดให้ธุรกิจนี้ต้องขอใบอนุญาต (License) ภายใต้เกณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) อีกทั้งกำลังจัดทำเฮียริงหลักเกณฑ์ในสิ้นเดือน ก.ย. เพื่อออกหลักเกณฑ์ควบคุมกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ เช่น อายุ วงเงินในการกู้ และอัตราดอกเบี้ย 15-20% เป็นต้น คาดว่าจะออกหลักเกณฑ์ได้ในช่วงไตรมาสที่สี่ของปีนี้ ซึ่งในปัจจุบันผู้ให้บริการ BNPL มีอยู่ประมาณ 6 ราย

อีกส่วนการเข้ามาดูแลกลุ่มนอนแบงก์ที่มีอยู่จำนวน 3,624 แห่ง และมีจำนวนถึง 24 ประเภท ซึ่งมีการให้สินเชื่อมีและมีการให้วงเงินสินเชื่อถึง 55% ของยอดสินเชื่อคงค้าง และจำนวนสินเชื่อ 75% ของจำนวนบัญชีทั้งหมด ถือว่าอยู่ในสัดส่วนที่ใหญ่กว่าแบงก์รัฐและแบงก์พาณิชย์รวมกัน รวมถึงมีการคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่ซ้ำซ้อนด้วย ทำให้แบงก์ชาติจะเข้าไปดูแลเนื่องจากมีความซับซ้อน

สำหรับการได้ดำเนินการมาตรการสกัดกั้นเส้นทางเงินผิดกฎหมายเพื่อป้องกันการฟอกเงินเทา จึงได้มีมาตรการเงินสด โดยควบคุมทั้งการถอน ที่มีมูลค่าสูงตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปต้องถูกตรวจสอบ ทำให้ยอดการถอดเงินสด มูลค่า 5 ล้านบาทในเดือน มิ.ย. ลดลง 52% อย่างมีนัยยะสำคัญ รวมถึงในช่วงเดือน ต.ค. จะมีมาตรการเมื่อฝากเงินสดมูลค่าสูงตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องแจ้งว่านำเงินมาจากที่ใด

นอกจากนี้ได้ขยายขอบเขตการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก (Enhanced Due Diligence – EDD) ตามรูปแบบความเสี่ยงที่ผิดปกติ รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัล ประเภท USDT ได้ร่วมประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในการตรวจสอบมูลค่าการเทรดเหรียญ USDT ที่มูลค่าสูงผิดปกติในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

นายวิทัย กล่าวต่อว่า ยังมีมาตรการควบคุมการถอนทองคำ ได้กำหนดให้มีการรายงานข้อมูลเมื่อมีการถอนทองคำจากการซื้อผ่านแอปพลิเคชันที่มีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาท หรือ 2 กิโลกรัม ซึ่งส่งผลให้ธุรกรรมผิดปกติในกลุ่มนี้ลดลงถึง 70% ในช่วงเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา แสดงถึงว่ามาตรการได้ผลในเรื่องนี้

รวมถึงยังมีกลไกภาษีธุรกิจเฉพาะ เช่น หากเก็บ 0.01% และซื้อขายทอง 70,000 บาท จะเสียภาษีเพียง 7 บาท อยู่ในระดับที่ต่ำ ซึ่งหากมีการตรวจพบการฟอกเงินผ่านการซื้อขายทองคำโดยไม่มีการรายงานข้อมูลตามระบบใหม่นี้ จะถือเป็นความผิดทางอาญาทันที เป็นการเพิ่มบทลงโทษให้มีความรุนแรงขึ้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน