เปิดวิสัยทัศน์ 20 ปี “BOYY” แบรนด์ลักชัวรี่ไทย ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 500 ล้าน หลังกลับมาลุยเปิดร้าน Pop Up ต่างประเทศ – ปั้น “BOYYISH” บุกตลาดแมส

วันที่ 8 ก.ย. 2569 บอย-วรรณศิริ คงมั่น ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แบรนด์ ”บอย“ เปิดใจครั้งแรกกับสื่อมวลชน ฉายภาพรวมเส้นทาง 20 ปีของแบรนด์ พร้อมประกาศทิศทางธุรกิจ เป้าหมายยอดขาย และแผนขยายตลาดต่างประเทศ หลังยอดขายในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาชะลอตัวจากภาวะตลาดลักชัวรี่ซบเซา

โดยตั้งเป้าดึงยอดขายกลับไปสู่จุดสูงสุดอีกครั้งผ่านกลยุทธ์ปรับตัวรอบด้านจากไอเดียคลั่งกระเป๋า สู่แบรนด์แฟชั่นไทยระดับโลก

บอย กล่าวย้อนถึงจุดเริ่มต้นของแบรนด์ว่าเกิดขึ้นเมื่อปี 2005 จากการพบกันกับ ”เจสซี่“ พาร์ทเนอร์ธุรกิจที่นิวยอร์ก เริ่มจากความหลงใหลในกระเป๋าและแฟชั่น โดยไม่มีพื้นฐานด้านธุรกิจหรือแฟชั่นมาก่อน แต่แบรนด์เติบโตแบบออร์แกนิก และปัจจุบันยังคงรักษาจุดยืนด้านการออกแบบ พร้อมเอกลักษณ์สำคัญอย่างดีไซน์ Buckle ที่เปิดตัวในปี 2015 และกลายเป็นหนึ่งในภาพจำของแบรนด์

ตลาดลักชัวรี่หลังโควิด: จาก ”เอื้อมไม่ถึง“ สู่ ”เข้าถึงได้“

บอยชี้ว่าช่วง 20 ปีที่ผ่านมาวงการแฟชั่นเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยเฉพาะหลังการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ตลาดลักชัวรี่ยึดหลักความ ”เอื้อมไม่ถึง“ (Unreachable) และ ”ไม่เข้าถึงง่าย“ (Unapproachable) สื่อสารกับผู้บริโภคในภาพกว้างมากกว่าแบบตรงไปตรงมา

แต่หลังโควิด ผู้บริโภคเริ่มตระหนักว่าชีวิตมีคุณค่ามากกว่าการซื้อสินค้าลักชัวรี่ ประกอบกับตลาดออนไลน์ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย เปิดโอกาสให้แบรนด์ขนาดเล็กเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงผ่านช่องทางดิจิทัล

ขณะที่แบรนด์ใหญ่ยังปรับตัวไม่ทัน สร้างความท้าทายให้แบรนด์ลักชัวรี่ต้องหาสมดุลระหว่างการรักษาภาพลักษณ์แบรนด์กับการเข้าสู่ตลาดออนไลน์ที่มีเม็ดเงินมหาศาล

นอกจากนี้ พฤติกรรมผู้บริโภคยังเปิดกว้างมากขึ้น ไม่ยึดติดกับมาตรฐานเดิมของแบรนด์เนม โดยยินดีสวมใส่สินค้าที่หลากหลายทั้งวัสดุ ราคา และความมีชื่อเสียง ตราบใดที่ตรงกับสไตล์ที่ชื่นชอบ ซึ่งพลิกความเชื่อเดิมของอุตสาหกรรมแฟชั่นไปโดยสิ้นเชิง

รับมือตลาดซบเซา ปั้น ”BOYYISH“ ลุยเซกเมนต์ไลฟ์สไตล์-แอคทีฟแวร์

BOYY ยังคงให้ความสำคัญกับกลุ่มกระเป๋าและเครื่องประดับ โดยเฉพาะคอลเลกชั่น Buckle ซึ่งเป็นจุดแข็งหลักของแบรนด์ ควบคู่ไปกับการขยายหมวดหมู่สินค้าและประสบการณ์ใหม่เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคที่หลากหลายมากขึ้น พร้อมเดินหน้าสร้างการรับรู้ในตลาดอเมริกา และ ยุโรป และขยายธุรกิจในต่างประเทศผ่านการเปิด Pop-Up ในตลาดสำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยตั้งเป้ารายได้ของ BOYYISH ไว้ที่ 150 ล้านบาท

“ยอมรับว่าสินค้าของ BOYYISH โดยเฉพาะเสื้อยืดราคาประมาณ 3,000 บาท ถือว่าราคาสูงสำหรับตลาดเสื้อยืดในไทย แต่ด้วยความเชื่อมั่นในแบรนด์ BOYY ที่ลูกค้ามีอยู่เดิม ทำให้สินค้าประสบความสำเร็จเกินคาด โดยกว่า 50% ของลูกค้าเป็นลูกค้าเก่าที่กลับมาซื้อซ้ำ ส่วนที่เหลือเป็นลูกค้าใหม่ทั้งหมด”

โดยปัจจุบัน BOYYISH ยังวางจำหน่ายในร้าน BOYY ทั้งหมด 4 สาขา ได้แก่ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี่,เกษร วิลเลจ,สยามพารากอน และ เซ็นทรัล พาร์ค รวมถึง Pop-Up ที่ เมกา บางนา คอมเพล็กซ์ รวมถึงแบรนด์ BOYYISH ยังได้เริ่มทดลองขายผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Lazada เป็นครั้งแรกเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยขายออนไลน์มาก่อนเลย ทำให้มองว่าแบรนด์ยังมีโอกาสเติบโตในช่องทางนี้อีกมาก

สำหรับแผนเปิดตตัวสินค้ารุ่นใหม่ BOYY จะยังคงออกคอลเลกชันใหม่อย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยปีละ 3 คอลเลกชัน พร้อมสินค้ากลุ่มย่อย (Drop) แทรกระหว่างทาง ส่วน BOYYISH จะมีคอลเลกชันแบบเต็มรูปแบบ (Full Collection) ให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นภายในช่วงปลายปีนี้

“ทิศของแบรนด์ BOYYISH จะยังคงคุณภาพและการเลือกใช้วัสดุ เช่น ผ้าที่ใส่สบาย ไม่ใช่โพลีเอสเตอร์ 100% เพียงแต่ปรับให้เข้าถึงง่ายขึ้น ราคาถูกลง และเจาะกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้นตั้งแต่วัย 20 ถึง 50-70 ปี ครอบคลุมกลุ่มคนทำงานทั่วไปที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสายแฟชั่นจ๋า ให้สามารถสวมใส่ในวันธรรมดาได้จริง ด้านการผลิต สินค้าของทั้ง BOYY และ BOYYISH ผลิตในไทยเป็นหลัก ส่วนวัตถุดิบเลือกจากแหล่งที่เหมาะสมกับดีไซน์และงบประมาณในแต่ละชิ้น อาทิ ผ้าไหมและแอคเซสเซอรีบางส่วนผลิตที่อิตาลี ขณะที่รองเท้าและวัสดุบางส่วนมาจากทั้งไทยและจีน โดยทุกดีไซน์เป็นการออแบบของแบรนด์เองทั้งหมด”บอยกล่าว

เป้าหมายยอดขาย 500 ล้านบาทในปีนี้ โต 150%

บอยเปิดเผยว่า เป้าหมายยอดขายรวมของแบรนด์ในปี 2569 วางไว้ที่ 500 ล้านบาท ซึ่งเทียบเท่าการเติบโต 150% หรือราว 2.5 เท่าจากปีก่อนหน้า โดยในจำนวนนี้เป็นสัดส่วนยอดขายจากต่างประเทศราว 10% และยอดขายแบรนด์ BOYYISH อยู่ที่ที่ราว 150 ล้านบาท ซึ่ง ณ ปัจจุบันแบรนด์ทำยอดขายไปแล้วเกือบครึ่งหนึ่งของเป้าหมาย 500 ล้านบาทดังกล่าว

ด้านแผนขยายตลาดต่างประเทศ จะยังไม่มีหน้าร้านถาวรในต่างประเทศ แต่ปีนี้เตรียมเปิดหน้าร้านแบบ Pop-Up ที่ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นจุดแรก โดยยังไม่มีแผนเปิดหน้าร้านถาวรในระยะนี้

ยังไม่มีแผนร่่วมทุน แต่เปิดรับพาร์ทเนอร์ที่มี “โนว์ฮาว” มากกว่าเงินทุน

ในประเด็นโครงสร้างผู้ถือหุ้น บอยยืนยันว่าปัจจุบันแบรนด์ยังเป็นเจ้าของคนเดียว ไม่มีผู้ถือหุ้นรายใหม่เข้ามาร่วมลงทุน และไม่มีผู้ที่เข้ามาเจรจาเรื่องการลงทุนอย่างเป็นทางการในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม ก็เปิดกว้างหากมีพาร์ทเนอร์ที่มีองค์ความรู้ หรือโนว์ฮาวเฉพาะทางเข้ามาช่วยต่อยอดธุรกิจให้เติบโตได้รวดเร็วขึ้น มากกว่าการมองหาพาร์ทเนอร์ที่ให้เพียงเงินทุนอย่างเดียว โดยยอมรับว่าหากมีผู้ถือหุ้นเข้ามาจริง แบรนด์อาจต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานและความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นอิสระในปัจจุบันไปพอสมควร เนื่องจากต้องคำนึงถึงผลกำไรในเชิงพาณิชย์มากขึ้น

สำหรับการลงทุนในปีนี้ บอยระบุว่าเน้นลงทุนหนักไปที่ด้านวัตถุดิบ (Material) การออกแบบ (Design) และทีมงาน รวมถึงการปรับโครงสร้างธุรกิจ (Restructure) เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

เปิดทางคอลแล็บใหม่ที่ “คนคาดไม่ถึง”

บอยยังเปิดเผยถึงความร่วมมือ (Collaboration) กับแบรนด์ไทยว่าจากความร่วมมือระหว่างธุรกิจ กับโปรเจกต์ Rally x BOYY ซึ่งเกิดจากการนำจุดแข็งและความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันของทั้งสองแบรนด์มาร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานรูปแบบใหม่ โดยคอลเลกชั่นที่ 2 The Final Chapter สามารถจำหน่ายหมดภายในเวลาเพียง 25 วินาที สะท้อนถึงกระแสตอบรับและความสนใจของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน BOYY ไม่ได้มองการร่วมสร้างสรรค์ในลักษณะนี้เป็นเพียงเครื่องมือสร้างยอดขายระยะสั้น

“เร็วๆ นี้ จะมีการ Collaboration อีกรายที่มีความโดดเด่นด้านการทำการตลาดดิจิทัลและการขายออนไลน์ ซึ่งผลตอบรับดีเกินคาด และมองว่าเป็นโอกาสในการเรียนรู้แนวทางการทำตลาดออนไลน์ที่แข็งแกร่ง สำหรับทิศทางในอนาคต บอยระบุว่าทั้งแบรนด์ BOYY และ BOYYISH เปิดกว้างที่จะร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ๆ ที่คนคาดไม่ถึง ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าในกลุ่มแฟชั่นเสมอไป”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน