กมธ.เสียงข้างมาก แจงงบ GDCC ปี 70 ไม่ซ้ำซ้อน ยันช่วยประเทศประหยัดงบกว่า 3 พันล้านบาท ชู Thai LLM พร้อมคุมเข้มอธิปไตยข้อมูลและ AI ไทย
วานนี้ (8 ก.ย.2569) ที่อาคารรัฐสภา นายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ ส.ส.สตูล พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้ชี้แจงการพิจารณางบกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของกรรมาธิการ พร้อมตอบข้ออภิปรายต่อโครงการ Government Data Center and Cloud Service หรือ GDCC ว่าโครงการดังกล่าวไม่ได้เป็นงบซ้ำซ้อนตามที่สมาชิก ส.ส. มีการตั้งข้อสังเกต
นายพีรพัฒน์ กล่าวว่า การมีคลาวด์กลางของรัฐไม่ได้หมายความว่าจะต้องนำข้อมูลของทุกหน่วยงานไปรวมไว้ในระบบเดียวทั้งหมด เพราะข้อมูลภาครัฐมีหลายระดับ ข้อมูลทั่วไปสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันได้ เพื่อลดการลงทุนซ้ำ เกิด Economy of Scale และยกระดับมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
ขณะเดียวกัน ข้อมูลบางประเภทเป็นข้อมูลลับ ละเอียดอ่อน หรือมีความเฉพาะทางสูง อาจจำเป็นต้องอยู่ภายใต้ระบบเฉพาะของหน่วยงานนั้นๆ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง กฎหมาย หรือข้อกำหนดทางเทคนิค จึงต้องแยกให้ชัดว่าข้อมูลใดควรใช้คลาวด์กลาง และข้อมูลใดควรใช้ระบบเฉพาะ
นายพีรพัฒน์ กล่าวถึงข้ออภิปรายว่านโยบาย Cloud First อาจทำให้งบยิ่งรวมยิ่งบวม ว่า หากดูตัวเลขครั้งแรกอาจเกิดข้อสงสัยได้ แต่ข้อเท็จจริงคือความต้องการใช้ Cloud Service ของภาครัฐเพิ่มสูงขึ้นมาก ไม่ใช่เพียงการตั้งงบเพิ่มโดยไม่มีเหตุผลรองรับ
โดยปีงบประมาณ 2570 มีการคาดการณ์ความต้องการใช้บริการคลาวด์รวมประมาณ 9,400 ล้านบาท ขณะที่โครงการ GDCC ใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นรวมเป็น 4,980 ล้านบาท ส่วนหน่วยงานที่จัดหา Cloud Service เองใช้งบ 1,425 ล้านบาท เมื่อรวมกันอยู่ที่ประมาณ 6,400 ล้านบาท จึงช่วยประหยัดงบประมาณได้ราว 3,000 ล้านบาท
นายพีรพัฒน์ กล่าวว่า งบด้านคลาวด์อยู่ภายใต้แผนงานบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล แนวทางการพัฒนาและบริหารจัดการ G-Cloud ส่วนกลางของรัฐ ไม่ใช่ต่างหน่วยงานต่างจัดซื้อโดยไร้กรอบ แต่เป็นการจัดระบบการใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของรัฐให้ชัดขึ้น
กรณีคลาวด์กลางของรัฐไม่มีบริการที่หน่วยรับงบประมาณต้องการ หรือเป็นการจัดหาแบบต่อเนื่อง หน่วยงานสามารถจัดหาเองได้ เมื่อได้รับอนุมัติยกเว้นจากคณะกรรมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ เพื่อให้การทำงานไม่สะดุดและยังตอบโจทย์ภารกิจเฉพาะด้วย
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่จัดหาเองยังต้องเชื่อมโยงข้อมูลระบบคลาวด์เข้ากับระบบบริหารจัดการกลางของกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อให้รัฐกำกับภาพรวมได้ ไม่ใช่ต่างคนต่างซื้อ ต่างคนต่างใช้ จนกลับไปสู่ปัญหาการลงทุนซ้ำซ้อนเหมือนเดิม
นายพีรพัฒน์ กล่าวว่า กรณีคำถามเรื่อง AI Sovereignty หรืออธิปไตยด้าน AI เป็นประเด็นสำคัญ เพราะในอนาคตรัฐบาลจะนำ AI ไปใช้ในหน่วยงานราชการมากขึ้น ข้อมูลของประเทศ โดยเฉพาะข้อมูลอ่อนไหว จึงไม่ควรถูกส่งไปให้โมเดลต่างชาติประมวลผลทั้งหมด
โดยปัจจุบันประเทศไทยมี Thai LLM หรือ Thai Language Model ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการใช้งานดังกล่าวโดยเฉพาะ เพราะนอกจากอธิปไตยด้าน AI แล้ว อธิปไตยข้อมูลของประเทศก็สำคัญไม่แพ้กัน การจัดงบด้านคลาวด์และ AI จึงไม่ใช่แค่งบเทคโนโลยี แต่เป็นฐานความมั่นคงข้อมูลของรัฐไทยในระยะยาวด้วย