เอกนิติ เล็งเพิ่ม โซลาร์รูฟท็อป เป็น 1.5 ล้านครัวเรือน มท.ชงขอเงินคลัง 11 ก.ย.

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานนำเข้าสูงขึ้น ส่งผลต่อค่าไฟฟ้าในปัจจุบัน ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งซ่อมและสร้าง เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน และช่วยเหลือคนตัวเล็กให้เป็นทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตไฟฟ้าผ่านโครงการ โซลาร์รูฟท็อป ในวันศุกร์ (11 ก.ย.) นี้ หรือต้นสัปดาห์หน้า กระทรวงมหาดไทยจะเสนอเรื่องโครงการโซลาร์รูฟท็อปมายังกระทรวงการคลัง เพื่อขอใช้เงินจากพระราชกำหนดกู้เงินฯ ส่วน 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยเบื้องต้นคาดว่าให้สิทธิ 1 ล้านครัวเรือน ครัวเรือนละ 5 หมื่นบาท เป็นวงเงินรวม 5 หมื่นล้านบาท สำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาและบนพื้น อย่างไรก็ตาม กระทรวงมหาดไทยกำลังพิจารณาว่าอาจขยับสิทธิเป็น 1.5 ล้านครัวเรือน ซึ่งต้องพิจารณากันอีกครั้ง และคาดว่าจะเริ่มโครงการในช่วงกลางเดือน ต.ค. นี้ และระยะเวลาดำเนินโครงการถึงสิ้นปี 2570

ทั้งนี้จะร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้เปิดรับซื้อไฟจากประชาชนซึ่งเป็นผู้ผลิตไฟรายย่อยได้ด้วย นอกจากนี้ยังจับมือกับ 3 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เพื่อลงทุนให้ก่อน และเมื่อประชาชนขายไฟได้ก็สามารถนำมาหักจ่ายกับธนาคารได้ ทำให้ประชาชนอาจไม่ต้องลงทุนเลย

นายเอกนิติ กล่าวว่า แผงโซลาร์เซลล์มีอายุ 25-30 ปี จะทำให้ประชาชนมีรายได้ตลอดระยะเวลานี้ หากประชาชนใช้ไฟเยอะ รายจ่ายอาจลดลง และหากใช้ไฟน้อยแต่ขายไฟจากโซลาร์ได้มากกว่า ก็จะมีรายได้เช่นกัน “นี่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ในประเทศไทย และการเปลี่ยนผ่านจะช่วยให้ประชาชนมีรายได้ เปลี่ยนจากผู้บริโภคไฟเป็นผู้ผลิตไฟ”

“วงเงิน 5 หมื่นล้านบาทนั้น น้อยกว่าวงเงินที่เราจ่ายโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปีที่ผ่านมาที่ 6 หมื่นล้านบาท แต่วันนี้จะช่วยสร้างรายได้ให้เขาตลอด 25-30 ปีเลยนะครับ” นายเอกนิติ กล่าวและว่า ประชาชนอาจสร้างรายได้ 1,000 บาทต่อเดือน จากการติดตั้งโซลาร์เซลล์ (5KW) โดยขึ้นกับปริมาณการใช้ไฟ

ขณะที่ กฟผ. จะดำเนินการเรื่องสมาร์ทมิเตอร์ เพื่อให้ประชาชนสามารถขายไฟคืนได้ รวมทั้งทำสมาร์ทกริด เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน โดยวงเงินบางส่วนจะเป็นเงินของกฟผ.เอง อีกทั้งยังขยายสายส่งและทำ Battery Storage ด้วย นอกจากนี้จะมีการเทรนนิงเพื่อสร้างงานให้กับคนไทย ทั้งเรื่องการประกอบ การติดตั้ง และการบำรุงรักษา

นายเอกนิติ กล่าวว่า คุณสมบัติเบื้องต้นคือประชาชน 1 คนต่อ 1 ครัวเรือน ติดตั้งโซลาร์เซลล์และมิเตอร์ โดยให้กฟผ.เป็นผู้จัมพ์ไฟ

อย่างไรก็ดี กำลังพิจารณาเรื่องการลดภาษี เนื่องจากตอนนี้ต้องนำเข้ามาทั้งแผงและไม่สามารถผลิตในประเทศได้ ดังนั้นต้องใช้วิธีลดภาษีเพื่อให้สนับสนุนให้เกิดการผลิตในประเทศไทย

“สำหรับการลดภาษีโซลาร์เซลล์ คือการลดภาษีศุลกากร โดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) พบว่ามีโรงงานไทยที่ผลิต 7-8 โรงงาน ซึ่งมีกำลังการผลิตเพียงพอ แต่เดิมผลิตเพื่อส่งออกและไม่ต้องเสียภาษี ทว่าหากผลิตเพื่อขายในประเทศจะเสียภาษีนำเข้า เราจึงตั้งใจลดภาษีนำเข้าในบางส่วน เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทย สร้างซัพพลายเชนไทย และสร้างอุตสาหกรรมนี้ อย่างไรก็ตามบางชิ้นส่วนยังคงต้องนำเข้าอยู่” นายเอกนิติ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน