หน้าแรก
อาชญากรรม ทุกทิศทั่วไทย
ประเด็นร้อน วิเคราะห์การเมือง
เกาะติดกระแสหุ้นและการเงิน อสังหาฯ
รอบโลก นิวส์มอนิเตอร์ ข่าวในพระราชสำนัก ข่าวโควิด-19
เด่นออนไลน์
ละคร
หวย
กีฬาต่างประเทศ ไทยลีก เกมส์ - อีสปอร์ต ONE CHAMPIONSHIP
คลิปฮอต
บิวตี้ Food & Cafe ท่องเที่ยว ไอที-สมาร์ทโฟน
Smart Sustain
วงล้อเศรษฐกิจ ทิ้งหมัดเข้ามุม ชกไม่มีมุม วิทยาการ คอลัมน์พระเครื่อง ข่าวสดทีวีไกด์ รถยนต์ ความรู้ทั่วไป รำลึก-อาลัย
Khaosod Chinese

ธปท.รื้อใหญ่ งัด 3 กลไกใหม่ ดันปัญหาสินเชื่อเอสเอ็มอี เริ่มปลายปี 69-70

9 ก.ย. 2569 - 15:21 น.

ธปท. เตรียมออก 3 กลไกใหม่ ปรับระบบนิเวศการเงินครั้งใหญ่ แก้ปัญหาเอสเอ็มอีเข้าไม่ถึงสินเชื่อ คาดเริ่มเห็นผลตั้งแต่ปลายปี 2569 ต่อเนื่องปี 2570

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในหัวข้อ “SMEs แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต” ว่าปัญหาเอสเอ็มอีเป็นหนึ่งในโจทย์เชิงโครงสร้างที่ ธปท. ให้ความสำคัญ เนื่องจากเอสเอ็มอีจ้างงาน 13.6 ล้านคน หรือ 70% ของการจ้างงานทั้งประเทศ และมีสัดส่วนต่อ GDP ราว 35%

สินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวต่อเนื่องถึง 16 ไตรมาส สวนทางกับสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ที่เริ่มกลับมาขยายตัว สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแบบ K-Shaped ขณะที่ เอสเอ็มอียังเผชิญทั้งอัตราการรอดชีวิตต่ำ ความสามารถทำกำไรลดลง ต้นทุนดอกเบี้ยสูง และข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ

ข้อมูล ธปท.ระบุว่าเอสเอ็มอีรายใหม่ที่ไม่มีประวัติทางการเงินมีอัตราถูกปฏิเสธสินเชื่อสูงถึง 78% โดยเอสเอ็มอีที่ดำเนินธุรกิจ 0-5 ปี เข้าถึงสินเชื่อได้จริงเพียง 11% ขณะที่กลุ่มที่เคยมีประวัติหนี้เสียถูกปฏิเสธถึง 86% ส่วนเอสเอ็มอีกลุ่มศักยภาพสูงสุด 30% แรก เข้าถึงสินเชื่อได้เพียง 21% เทียบกับธุรกิจรายใหญ่กลุ่มเดียวกันที่เข้าถึงสินเชื่อได้ถึง 61%

ขณะเดียวกัน เอสเอ็มอียังแบกรับต้นทุนดอกเบี้ยเฉลี่ย 6.9% สูงกว่าธุรกิจรายใหญ่ที่อยู่ราว 3.9% ขณะที่ เอ็นพีแอลของเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 9–9.5% เทียบกับรายใหญ่ที่ต่ำกว่า 2% และสัดส่วนธุรกิจที่มีกำไรไม่พอจ่ายดอกเบี้ย หรือ Zombie Firms เพิ่มจาก 2% เป็นเกือบ 6%

นายวิทัย กล่าวว่า ธปท.ไม่สามารถช่วยเอสเอ็มอีได้ทุกราย โดยเฉพาะธุรกิจที่ไม่มีศักยภาพหรือไม่ปรับตัว แต่จะมุ่งสนับสนุนเอสเอ็มอีที่ยังมีกำไรและขยายตัวได้ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 38% ให้เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก เพื่อให้เข้าถึงสินเชื่อและสามารถเติบโตต่อได้

สำหรับ 3 กลไกใหม่ ประกอบด้วย

1. SME Credit Portal แพลตฟอร์มกลางจับคู่เอสเอ็มอีที่มีศักยภาพกับธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินของรัฐ และ Non-Bank เพื่อแก้ปัญหาข้อมูลไม่สมบูรณ์ โดยร่วมมือกับหอการค้าไทย สมาพันธ์เอสเอ็มอีและสถาบันการเงิน คาดเปิดตัว ธ.ค. 2569

2. กลไกค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ เดินคู่ขนานกับ บสย. โดยใช้เงินจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ประมาณ 20,000 ล้านบาท แทนงบประมาณแผ่นดิน กลไกที่ทดสอบแล้วสามารถสร้างสินเชื่อได้ 70,000 ล้านบาท และตั้งเป้า 80,000 ล้านบาท ก่อนขยับสู่เป้าหมายระยะยาว 100,000 ล้านบาทต่อปี

เมื่อรวมกับการค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) อีก 100,000 ล้านบาท จะทำให้วงเงินค้ำประกันรวมแตะ 200,000 ล้านบาทต่อปี หรือราวครึ่งหนึ่งของความต้องการสินเชื่อเอสเอ็มอีที่มีประมาณ 400,000 ล้านบาทต่อปี โดยเตรียมเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังภายใน 3–4 เดือน และคาดหวังให้เกิดขึ้นในปี 2570

3. Alternative Data Bureau กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพ รวบรวมข้อมูลทางเลือก เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ การเสียภาษี E-Statement ข้อมูล Payment Gateway และข้อมูลโทรศัพท์มือถือ เพื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้ เปิดทางให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระและเอสเอ็มอีที่ไม่มีประวัติเครดิตเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น พร้อมใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองธุรกิจสีเทาและธุรกรรมผิดปกติออกจากระบบการเงิน คาดเกิดขึ้นในปี 2570

นายวิทัยกล่าวว่า ทั้ง 3 กลไกจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับระบบนิเวศทางการเงินของประเทศ โดยมุ่งให้เงินทุนไหลไปถึงเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพและสามารถเติบโตได้ ซึ่งจะช่วยเสริมบทบาทเอสเอ็มอีในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่

ธปท.รื้อใหญ่ งัด 3 กลไกใหม่ ดันปัญหาสินเชื่อเอสเอ็มอี เริ่มปลายปี 69-70