กรมชล เตือนฝนหนัก เขื่อนน้ำสะสม 71% เร่งรับน้ำ–กักสำรองรับแล้ง
จากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า ขณะนี้ร่องมรสุมพาดผ่านภาคใต้ตอนบน ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณประเทศเวียดนามตอนกลาง
ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามันตอนล่าง ภาคใต้ตอนล่าง และอ่าวไทยตอนล่าง ส่งผลให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขณะที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ มีฝนตกหนักบางพื้นที่ จึงยังต้องเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักและฝนตกสะสมอย่างต่อเนื่อง
สำหรับปริมาณฝนตกสะสมสูงสุดในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยสถานีวัดฝนที่มีปริมาณฝนสูงสุด 3 ลำดับ ได้แก่ ตำบลบ้านใต้ อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี 111.5 มิลลิเมตร ตำบลมายอ อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี 95.0 มิลลิเมตร และตำบลสินปุน อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ 94.0 มิลลิเมตร สถานการณ์ดังกล่าวทำให้กรมชลประทานยังคงติดตามพื้นที่ที่มีฝนตกหนักและมีฝนตกสะสม โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ที่มีน้ำสะสมอยู่เดิม เพื่อเตรียมการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์
ด้านสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน (14 ก.ย. 69) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 54,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 71 ของความจุอ่างฯ รวมกัน และยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 22,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกัน 16,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 65 ของความจุอ่างฯ และยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 8000 ล้านลูกบาศก์เมตร
ทั้งนี้ จากการประเมินแนวโน้มปริมาณน้ำ คาดว่าเมื่อสิ้นสุดฤดูฝน ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 อ่างเก็บน้ำทั่วประเทศจะมีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 61,064 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 80 ของความจุอ่างฯ ซึ่งน้อยกว่าปริมาณน้ำในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญที่ส่งผลให้ปริมาณฝนสะสมทั่วประเทศต่ำกว่าค่าปกติประมาณร้อยละ 10 โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันออกที่มีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าปกติค่อนข้างมาก
กรมชลประทาน ได้วางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างรอบคอบรัดกุม โดยติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง พร้อมปรับการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนและความต้องการใช้น้ำในแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการเตรียมพื้นที่รองรับน้ำในช่วงปลายฤดูฝน และเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำให้ได้มากที่สุดเท่าที่เหมาะสม เพื่อสำรองเป็นน้ำต้นทุนสำหรับฤดูแล้งที่จะมาถึง โดยให้ความสำคัญกับน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นลำดับแรก รองลงมาคือ การรักษาระบบนิเวศ การเกษตร และภาคการผลิต
สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำทั่วประเทศ ปัจจุบันปริมาณน้ำที่ไหลผ่านสถานีสำคัญอยู่ในเกณฑ์ปกติและต่ำกว่าตลิ่ง กรมชลประทานยังคงติดตามปริมาณน้ำอย่างใกล้ชิด โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ด้านพื้นที่ภาคตะวันออก (EEC) ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำรวมประมาณ 460 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 61 ของความจุรวม กรมชลประทานได้บริหารจัดการให้สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำของทุกภาคส่วน พร้อมเฝ้าระวังพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำหลากอย่างใกล้ชิด
ส่วนการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัย กรมชลประทานได้จัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์สนับสนุนรวมกว่า 5,000 หน่วย ประกอบด้วยเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ รถบรรทุกน้ำ และเครื่องจักรกลสนับสนุนประเภทต่าง ๆ โดยตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 จนถึงปัจจุบันได้สนับสนุนเครื่องจักรเครื่องมือในพื้นที่แล้ว 55 จังหวัด รวม 647 หน่วย เพื่อเร่งระบายน้ำและบรรเทาผลกระทบให้แก่ประชาชนในพื้นที่ที่ประสบปัญหาอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้หลายพื้นที่ได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดฤดูฝน
นายวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้กำชับให้สำนักงานชลประทานทั่วประเทศติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน และปริมาณน้ำท่าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมและพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก พร้อมบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้เหมาะสม เพื่อเตรียมรองรับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นจากฝน ควบคู่กับการเก็บกักน้ำไว้เป็นน้ำต้นทุนสำหรับฤดูแล้ง รวมถึงติดตามปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง และปรับแผนการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์
พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำให้สำนักงานชลประทานที่ 1–17 และสำนักเครื่องจักรกล เตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักร เครื่องมือ และบุคลากรให้สามารถเข้าช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าและจัดทำแผนรองรับ โดยเฉพาะในช่วงปลายฤดูฝนที่อาจมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบจากอุทกภัย และสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ประชาชนและภาคการเกษตรอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับแนวทางการบริหารจัดการน้ำของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การขับเคลื่อนของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์