ทีทีบี ชี้คนไทยยังมีเงินฝากกว่า 15–16 ล้านล้านบาท จากบัญชีราว 150 ล้านบัญชี ขณะที่บัญชีลงทุนยังไม่ถึง 5 ล้านบัญชี มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารราว 3.4 ล้านล้านบาท สะท้อนช่องว่างระหว่างการออมกับการลงทุน ท่ามกลางดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่องกว่า 20 ปี ขณะที่คนรุ่นใหม่เริ่มสร้างความมั่งคั่งเร็วขึ้น เปิด My Wealth บน ttb touch ผนึก Webull เชื่อมลงทุนหุ้นและ ETF สหรัฐฯ เจาะกลุ่ม Mass Affluent
เงินออมก้อนใหญ่ แต่บัญชีลงทุนยังไม่ถึง 5 ล้าน
นางสาวกนกวรรณ เพชรพิสิฐโชติ ประธานกลุ่มบริหารผลิตภัณฑ์ธุรกรรมธนาคาร และความมั่งคั่งทางการเงิน ธนาคารทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี กล่าวว่า โครงสร้างการเงินของคนไทยยังให้น้ำหนักกับการออมค่อนข้างมาก โดยปัจจุบันมีบัญชีเงินฝากประมาณ 150 ล้านบัญชี คิดเป็นสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ราว 15–16 ล้านล้านบาท ขณะที่บัญชีลงทุนยังมีไม่ถึง 5 ล้านบัญชี และมี AUM ประมาณ 3.4 ล้านล้านบาท
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า เงินจำนวนมากยังอยู่ในรูปเงินฝาก ขณะที่การลงทุนยังมีฐานผู้ใช้และมูลค่าสินทรัพย์ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยทีทีบีระบุว่า สินทรัพย์ทางการเงินของคนไทย 57% ยังอยู่ในเงินฝาก ขณะที่สินทรัพย์ลงทุนมีสัดส่วน 23% เทียบกับค่าเฉลี่ยโลก 45% และสหรัฐฯ 59%
นางสาวกนกวรรณกล่าวว่า คนไทยมีพฤติกรรมการออมที่ดี แต่โจทย์สำคัญคือการทำให้เงินออมสามารถสร้างความมั่งคั่งได้อย่างเหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินในระยะยาว
ดอกเบี้ยต่ำ 20 ปี เปลี่ยนโจทย์การออม
อีกปัจจัยที่ทำให้รูปแบบการออมของไทยเผชิญความท้าทายคือ ภาวะดอกเบี้ยต่ำในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้การพึ่งพาผลตอบแทนจากเงินฝากเพียงอย่างเดียวตอบโจทย์การสร้างความมั่งคั่งได้ยากขึ้น ขณะเดียวกันผู้บริโภคมีทางเลือกในการลงทุนมากขึ้น แต่ยังต้องการทั้งข้อมูลและเครื่องมือที่ช่วยบริหารความเสี่ยง
พฤติกรรมของนักลงทุนจึงเริ่มเปลี่ยน โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จำนวนบุคคลธรรมดาที่มีพอร์ตลงทุนเพิ่มจากประมาณ 1.5 ล้านรายเป็น 3 ล้านราย และเกือบครึ่งหนึ่งของผู้เปิดพอร์ตลงทุนอยู่ในกลุ่ม Gen Y อายุ 30–44 ปี
นอกจากนี้ คนรุ่นใหม่ยังเริ่มสนใจการสร้าง Wealth ตั้งแต่อายุน้อยลง โดยมองการลงทุนเชื่อมโยงกับเป้าหมายชีวิต ทั้งการซื้อบ้าน รถยนต์ การศึกษาบุตร และการสร้างอิสรภาพทางการเงิน
เจาะ Mass Affluent กลุ่มสร้าง Wealth
ทั้งนี้ทางทีทีบีวางกลุ่ม Mass Affluent อายุ 30–45 ปี เป็นหนึ่งในฐานลูกค้าสำคัญ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่อยู่ในช่วงสร้างความมั่งคั่ง มีรายได้เฉลี่ยมากกว่า 75,000 บาทต่อเดือน และมีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีดิจิทัล
นางสาวกนกกวรรณกล่าวว่า ความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การหาว่าหุ้นตัวใดน่าซื้อ แต่ต้องการคำแนะนำที่เชื่อมโยงการลงทุนกับเป้าหมายทางการเงิน รวมถึงต้องการพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์
โจทย์ดังกล่าวทำให้ทีทีบีต้องการขยายบริการ Wealth Management จากกลุ่มลูกค้าที่มีสินทรัพย์สูง ไปสู่กลุ่มที่กำลังอยู่ในช่วงสร้าง Wealth ซึ่งมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว

My Wealth จากแพลตฟอร์มซื้อขายสู่ผู้ช่วยบริหารความมั่งคั่ง
นายนริศ อารักษ์สกุลวงศ์ ประธานกลุ่มกลยุทธ์และดิจิทัล ทีทีบีกล่าวว่า คนไทยจำนวนมากยังอยู่ในภาวะที่มีการลงทุนน้อยกว่าที่ควร หรือ Under-invested, Under-informed, Under-served โดยยังขาดข้อมูลการลงทุนยังไม่เพียงพอ และยังเข้าไม่ถึงบริการที่ตอบโจทย์
ทีทีบีจึงเปิดตัว My Wealth บนแอปพลิเคชัน ttb touch ในรูปแบบบริการให้คำแนะนำด้านการบริหารความมั่งคั่งผ่านช่องทางดิจิทัล โดยต้องการยกระดับจากแพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่เป็นเพียงช่องทางซื้อขาย ไปสู่เครื่องมือช่วยวางแผนและบริหาร Wealth
My Wealth รวบรวมข้อมูลสินทรัพย์ของลูกค้าไว้ในภาพเดียว ทั้งเงินฝากเงินบาท เงินฝากเงินตราต่างประเทศ กองทุนรวม หุ้น รวมถึงหุ้นและ ETF สหรัฐฯ พร้อมเชื่อมโยงกับเป้าหมายทางการเงิน เสนอแนวทางจัดพอร์ต และให้คำแนะนำการปรับสัดส่วนการลงทุน รวมถึงข้อมูลวิเคราะห์ตลาด
นายนริศกล่าวว่า การออกแบบระบบเน้น Customer-centric โดยเริ่มจาก “เป้าหมายทางการเงิน” ของลูกค้า ก่อนนำไปสู่คำแนะนำด้านการลงทุน ขณะที่ข้อมูลสินทรัพย์จาก Webull สามารถเชื่อมกลับมาแสดงในระบบทีทีบี เพื่อให้ลูกค้าเห็นภาพรวมพอร์ตได้ในที่เดียว
ผนึก Webull เปิดตลาดหุ้น–ETF สหรัฐฯ
ด้านนายชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) จำกัด (Webull) กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างทีทีบีกับ Webull ไม่ได้เป็นเพียงการนำแพลตฟอร์มเดิมมาเชื่อมต่อกัน แต่ทั้งสองฝ่ายได้ออกแบบประสบการณ์การใช้งานใหม่ให้เหมาะกับกลุ่ม Mass Affluent ตั้งแต่การเปิดบัญชี การแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์ ไปจนถึงการลงทุน
การเชื่อมต่อดังกล่าวเปิดทางให้ลูกค้าทีทีบีเข้าถึง หุ้นและ ETF สหรัฐฯผ่าน ttb touch โดย ETF สามารถใช้เป็นเครื่องมือกระจายการลงทุนทั้งตามประเทศ อุตสาหกรรม ธีม และประเภทสินทรัพย์
ชลเดชกล่าวว่า นักลงทุนไทยไม่จำเป็นต้องจำกัดการลงทุนอยู่เฉพาะตลาดหุ้นไทย แต่สามารถพัฒนาไปสู่การเป็น “Global Investor” โดยใช้ตลาดต่างประเทศเป็นส่วนหนึ่งของการกระจายพอร์ต ขณะที่การลงทุนแบบทยอยสะสม หรือ DCA เป็นอีกแนวทางที่ช่วยสร้างวินัยการลงทุนและสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาว
ดันเงินออมเข้าสู่การลงทุน สร้างฐาน Wealth ระยะยาว
การเปิด My Wealth และการเชื่อม Webull จึงเป็นการขยายจากบริการเงินฝากและการลงทุนแบบแยกส่วน ไปสู่ระบบ Wealth ที่เชื่อม เงินฝาก–FCD–กองทุน–หุ้น–ETF–เป้าหมายทางการเงิน และการลงทุนต่างประเทศ ไว้ด้วยกัน
สำหรับทีทีบี โอกาสสำคัญอยู่ที่การเปลี่ยนพฤติกรรมจาก “ออมอย่างเดียว” ไปสู่ “ออมและลงทุน” โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เริ่มวางแผนสร้าง Wealth เร็วขึ้น ขณะที่เงินฝากกว่า 15 ล้านล้านบาทยังเป็นฐานสินทรัพย์ขนาดใหญ่ที่มีโอกาสขยับเข้าสู่การลงทุนมากขึ้น
พร้อมกันนี้ ทีทีบียังมีสิทธิประโยชน์สำหรับลูกค้าที่ลงทุนผ่าน Webull โดยลูกค้ากลุ่มที่กำหนดสามารถรับอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์พิเศษ และรับดอกเบี้ยเงินฝาก FCD e-Saving สูงสุด 3.65% ต่อปี ภายใต้เงื่อนไขและระยะเวลาที่ธนาคารกำหนด ขณะที่ลูกค้าที่เปิดบัญชี Webull ผ่าน ttb touch และลงทุนในหุ้นหรือ ETF สหรัฐฯ ครั้งละตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป มีสิทธิรับหุ้น 7 นางฟ้า หรือ กลุ่ม Magnificent Seven มูลค่า 400 บาท ตามเงื่อนไขของรายการส่งเสริมการขาย