“ศุภจี” เผย “อนุทิน” สั่งคลังพิจารณาต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” ราว 2 เดือน รับมือภูมิรัฐศาสตร์–ช่องแคบปิด–น้ำมันขาขึ้น ขณะที่ก.พาณิชย์เร่งเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณาความเป็นไปได้ในการต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ออกไปอีกระยะ เบื้องต้นประมาณ 2 เดือน
พร้อมให้พิจารณารูปแบบมาตรการ และแหล่งเงินที่จะใช้สนับสนุน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ เหตุผลสำคัญมาจากความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยที่เพิ่มขึ้น จากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะการปิดช่องแคบที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับทิศทางราคาน้ำมันที่ทยอยปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบทั้งภาคเศรษฐกิจและประชาชน นายกรัฐมนตรีจึงต้องการให้มีมาตรการช่วยประคองสถานการณ์ในช่วง 2 เดือนข้างหน้า โดยวงเงินและรายละเอียดจะต้องพิจารณาเพิ่มเติม
นางศุภจีกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเข้าใจถึงสภาพเศรษฐกิจในประเทศ จึงมอบหมายให้กระทรวงการคลัง พิจารณาว่าจะสามารถต่อโครงการได้หรือไม่ โดยตั้งใจหาแนวทางช่วยเหลือให้ได้มากที่สุดภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์เร่งเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ โดยอยู่ระหว่างจัดเตรียมข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงทางการค้า เพื่อเสนอให้ผู้นำไทยและสหรัฐฯ หารือกันในระดับสูงช่วงวันที่ 17 หรือ 18 ก.ย.นี้ ส่วนตัวเลขภาษีและเงื่อนไขต่างๆ ได้ส่งข้อมูลให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว เพื่อให้นายกรัฐมนตรีนำไปหารือกับฝ่ายสหรัฐฯ โดยเป้าหมายสำคัญคือทำให้เงื่อนไขที่ไทยได้รับอยู่ในระดับเดียวกับประเทศเพื่อนบ้าน
สำหรับประเด็นการตรวจสอบสินค้า Transshipment หรือการส่งสินค้าผ่านประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้า ไทยได้ส่งข้อมูลให้สหรัฐฯ พิจารณาแล้ว โดยเฉพาะ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ พร้อมชี้แจงว่าผู้ประกอบการไทยมีกำลังการผลิตจริงประมาณ 75-90% สะท้อนว่าประเทศไทยมีฐานการผลิตและศักยภาพในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออก ไม่ได้เป็นเพียงจุดผ่านสินค้าจากประเทศอื่น
นางศุภจีกล่าวว่า การเจรจากับสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การที่ไทยเดินทางมาถึงจุดนี้จะช่วยลดอุปสรรคต่อการส่งออก และทำให้สหรัฐฯ มีมุมมองต่อไทยดีขึ้น เนื่องจากไทยสามารถนำเสนอข้อมูลอย่างชัดเจนว่าไม่ได้ดำเนินการในลักษณะ Transshipment
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม หรือ MPI ให้สะท้อนโครงสร้างอุตสาหกรรมในปัจจุบันมากขึ้น รวมถึงรองรับอุตสาหกรรมใหม่ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ข้อมูลด้านการผลิตของไทยมีความชัดเจน และสามารถนำไปใช้ประกอบการเจรจากับต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านยุทธศาสตร์การค้าระยะต่อไป กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าหลายด้านควบคู่กัน ทั้งการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ การเร่งปิดความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU) การปรับสมดุลทางการค้ากับคู่ค้าสำคัญ โดยเฉพาะจีน รวมถึงเตรียมมาตรการดูแลค่าครองชีพประชาชน หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
สำหรับ FTA ไทย-EU นางศุภจีเตรียมเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งจะมีการหารือกับประเทศคู่เจรจาหลายฝ่าย รวมถึง EU และสหราชอาณาจักร ก่อนเดินทางไปร่วมภารกิจกับนายกรัฐมนตรีที่นครนิวยอร์ก ขณะที่การเจรจา FTA ไทย-EU รอบที่ 10 จะจัดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 28 ก.ย.-3 ต.ค.นี้ โดยตั้งเป้าสรุปหลักการสำคัญของการเจรจาให้ได้ภายในรอบดังกล่าว และเดินหน้าไปสู่การลงนามภายในปีนี้
ทั้งนี้ วันที่ 18 ก.ย. นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุม เพื่อสรุปกรอบการเจรจา พร้อมพิจารณามาตรการเยียวยาผู้ประกอบการหรือภาคส่วนที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า โดยจะใช้กลไกกองทุน FTA เข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ยืนยันเป้าหมายที่จะสรุปหลักการสำคัญทั้งหมดร่วมกับฝ่าย EU ให้ได้
ส่วนกรณีการแต่งตั้งผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ 4 ตำแหน่ง ซึ่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากอดีตข้าราชการ นางศุภจีกล่าวว่า การพิจารณาแต่งตั้ง เป็นการหารือร่วมกันระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบัน และปลัดกระทรวงพาณิชย์ที่จะเข้ารับตำแหน่ง โดยพิจารณาทั้งสถานการณ์ปัจจุบัน และทิศทางการทำงานในอนาคต
เนื่องจากผู้ตรวจราชการมีบทบาทสำคัญในการลงพื้นที่ และสะท้อนข้อมูลกลับมายังผู้บริหารว่า นโยบายของกระทรวงสามารถขับเคลื่อนได้จริงหรือไม่ จึงต้องเลือกบุคลากรให้สอดคล้องกับโจทย์ใหม่ของกระทรวง โดยนางศุภจีย้ำว่า “หัวใจ” ของเรื่องนี้คือการมองไปข้างหน้า เพราะในสถานการณ์วิกฤตซ้อนวิกฤต หากยังรับมือด้วยวิธีเดิม ก็ยากที่จะรองรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ส่วนข้อสังเกตว่าการแต่งตั้งอาจให้ความสำคัญกับผู้บริหารชายมากกว่าผู้บริหารหญิง นางศุภจียืนยันว่าไม่ได้มีแนวคิดดังกล่าว พร้อมระบุว่ากระทรวงพาณิชย์มีผู้บริหารหญิงที่ มีความสามารถ และมีบทบาทสำคัญหลายราย ทั้งอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ที่กำกับดูแลงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งล้วนมีบทบาทในการขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวง
นางศุภจี กล่าวว่า โจทย์ของกระทรวงพาณิชย์ต่อจากนี้ ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องรับมือความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ และการค้าโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ กฎเกณฑ์ทางการค้า และต้นทุนพลังงาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย ดังนั้น ยุทธศาสตร์ของกระทรวงพาณิชย์ ต้องเดินหน้าทั้งการเปิดตลาดใหม่ รักษาตลาดเดิม เชื่อมโยงไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และดูแลผลกระทบต่อประชาชนภายในประเทศควบคู่กันไป