SCB EIC คาดจีดีพีปี 70 โต 2.1% ยังต่ำกว่าศักยภาพ จับตา 4 ปัจจัยเสี่ยง

นายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 ได้แรงส่งจากการลงทุนและส่งออกต่อเนื่อง แต่การส่งผ่านประโยชน์สู่เศรษฐกิจยังจำกัด โดยการส่งออกสินค้ายังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรการลงทุนด้าน AI ของโลก ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวดี ตามการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังได้รับประโยชน์จำกัด เนื่องจากธุรกิจกลุ่มนี้พึ่งพาการนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบ และสินค้าขั้นกลางในสัดส่วนที่สูง ขณะที่ความเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย และแรงงานไทยยังมีไม่มาก การขยายตัวของการส่งออก และการลงทุนที่พึ่งพาการนำเข้าสูง จึงไม่ได้ส่งผ่านเป็นมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจ การจ้างงาน และรายได้ในประเทศอย่างเต็มที่

ในช่วงครึ่งหลังของปี การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงตามรายได้แรงงานที่ฟื้นตัวช้า ภาระหนี้ครัวเรือนสูง และข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ โดยมาตรการภาครัฐโ ดยเฉพาะวงเงินส่วนที่เหลือภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในส่วน 2 แสนล้านบาทแรก จะช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และลดภาระค่าครองชีพในช่วงที่เหลือของปีนี้ ขณะที่วงเงินในส่วน 2 แสนล้านบาทหลังที่เกี่ยวข้องกับโครงการเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน จะทยอยเบิกจ่ายสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้นในปี 2570

SCB EIC มองว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในรอบนี้ มีลักษณะ K-shaped ชัดเจนขึ้น ทั้งในมิติประเภทธุรกิจ ขนาดกิจการ ตลาดแรงงานและครัวเรือน โดยแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการลงทุน เทคโนโลยี และตลาดต่างประเทศ ขณะที่ SMEs และธุรกิจที่พึ่งพาอุปสงค์ในประเทศ แรงงานส่วนใหญ่โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ และครัวเรือนรายได้น้อยยังฟื้นตัวช้ากว่า

ประเภทธุรกิจและขนาดกิจการ การเติบโตในปัจจุบัน กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีดิจิทัลที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมด้านเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากร ขณะที่ SMEs ยังเผชิญข้อจำกัดจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า อัตรากำไรลดลง ปัญหาสภาพคล่อง การเข้าถึงสินเชื่อ ซึ่งสะท้อนการแข่งขันจากต่างประเทศที่รุนแรง และข้อจำกัดในการลงทุน และปรับตัวต่อเทคโนโลยีใหม่

แรงงานและครัวเรือน รายได้ในกลุ่มแรงงานทักษะสูง และแรงงานในระบบฟื้นตัวได้ดีกว่าแรงงานนอกระบบ ขณะที่ครัวเรือนรายได้น้อยยังเผชิญแรงกดดันจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ภาระหนี้สูง และมีความสามารถรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจจำกัด ทำให้ยังต้องพึ่งพามาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐมากกว่ากลุ่มอื่น

SCB EIC มองว่าความแตกต่างของการฟื้นตัวนี้ อาจกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย หากแรงส่งจากการลงทุน และการส่งออกยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นการจ้างงาน รายได้ และกำลังซื้อในประเทศได้มากขึ้น ก็อาจทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงได้อีก และเกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

ดังนั้น การเปลี่ยนจากการฟื้นตัวแบบ K-shaped ไปสู่การเติบโตที่ทั่วถึง และยั่งยืนขึ้น (Broad-based recovery) จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กัน 3 ด้าน คือ

1) ยกระดับเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ของประเทศ โดยใช้โอกาสจากกระแสเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ในการเพิ่มมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ผ่านการดึงดูดกิจกรรมมูลค่าสูง การพัฒนาเทคโนโลยี และการยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่

2) เชื่อมผลประโยชน์สู่เศรษฐกิจวงกว้าง ผ่านการสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง FDI และบริษัทขนาดใหญ่ กับ SMEs ไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการไทย เข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานใหม่ได้มากขึ้น

3) ช่วยเหลือกลุ่มที่ยังปรับตัวไม่ทันในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยยกระดับศักยภาพของกลุ่มที่ยังแข่งขันได้ และมีกลไกรองรับที่เหมาะสมกับกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างราบรื่น

SCB EIC คาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 2570 จะขยายตัวได้ 2.1% ใกล้เคียงปีนี้ แม้ยังได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงเม็ดเงินลงทุนภาครัฐบางส่วนด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ จากข้อจำกัดของแรงขับเคลื่อนเดิม ทั้งการบริโภคภาคเอกชนที่ฟื้นตัวช้า ตามรายได้ และกระบวนการ Debt Deleveraging ของภาคครัวเรือน ความเปราะบางของ SMEs และข้อจำกัดด้าน Policy space ของภาครัฐ ขณะที่แรงขับเคลื่อนใหม่จากการลงทุนต่างชาติ ยังต้องการเวลาในการทำตามเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุนเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทย เพิ่มการใช้วัตถุดิบและบริการในประเทศ และยกระดับศักยภาพแรงงาน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจไทยมากขึ้น

(1) มาตรการภาษีนำเข้าเพิ่มเติมของสหรัฐฯ โดยเฉพาะประเด็น Excess capacity และ Transshipment

(2) Super El Nio อาจกระทบต่อผลผลิตเกษตร ส่งผลต่อรายได้ภาคเกษตรและกำลังซื้อในส่วนภูมิภาค รวมถึงสร้างแรงกดดันด้านสูงต่อราคาสินค้าหมวดอาหาร

(3) ความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานโลก

(4) ความเปราะบางของรายได้ครัวเรือนและ SMEs ซึ่งอาจกดดันการบริโภคและธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศ

SCB EIC ประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% จนถึงสิ้นปี 2570 เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพและไม่ทั่วถึง อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ยังมีที่มาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลัก ทั้งราคาพลังงานและราคาอาหารสด โดยคาดว่าเงินเฟ้อจะทยอยลดลงในช่วงที่เหลือของปี 2569 เฉลี่ยทั้งปี อยู่ภายในกรอบเงินเฟ้อ

ทั้งนี้ แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย จะอยู่ในระดับต่ำที่สุดในกลุ่ม Emerging Markets แต่ภาวะการเงินไทยยังค่อนข้างตึงตัว
ส่วนหนึ่งจากแรงกดดันภาวะการเงินโลกที่ตึงตัวขึ้น ผ่าน Bond yields ที่สูงขึ้นในหลายประเทศ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยสูงขึ้นบ้าง ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ กลุ่มลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ยังเผชิญภาวะสินเชื่อตึงตัวตามความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้ และความสามารถในการชำระหนี้ที่ยังอ่อนแอ

มองไปข้างหน้า มาตรการทางการเงินเฉพาะจุด ทั้งมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ และมาตรการสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ควบคู่กับมาตรการเพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้และผลิตภาพ จะมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มสภาพคล่องและสนับสนุนการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทย

SCB EIC ระบุว่า ภาคธุรกิจไทยในระยะข้างหน้า จะมีแนวโน้มเติบโตแตกต่างกันมากขึ้น โดยธุรกิจที่เชื่อมโยงกับ AI การลงทุนจากต่างประเทศ และเมกะเทรนด์โลก มีแนวโน้มเติบโตได้ดีกว่าธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศเป็นหลัก กลุ่มที่มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์มากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ Data center โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาด สินค้าและบริการที่เกี่ยวกับสุขภาพ ตลอดจนธุรกิจสนับสนุน (Enablers) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ อาทิ บริการดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ บริการที่ช่วยให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว

ในทางกลับกัน SMEs และธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อในประเทศ ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวช้า ต้นทุนทางการเงินสูง การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และมีข้อจำกัดในการลงทุนเพื่อเพิ่มผลิตภาพ

SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกยังเติบโตต่อเนื่องที่ 2.5% และ 2.6% ในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ ตั้งแต่ต้นปีมานี้ เศรษฐกิจโลกยังเติบโตต่อเนื่อง แม้เผชิญราคาพลังงานโลกสูงจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่วนหนึ่งจากแรงส่งการลงทุนและการค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทั่วโลก

อย่างไรก็ดี ผลประโยชน์จากการลงทุน และการค้าเกี่ยวกับ AI ต่อเศรษฐกิจโลกค่อนข้างกระจุกตัวในบางประเทศ เช่น สหรัฐฯ ที่ใช้งาน AI ในวงกว้างขึ้น ซึ่งมีศักยภาพในการเพิ่มผลิตภาพของการผลิตในองค์กรที่นำ AI มาใช้ แต่เริ่มเห็นสัญญาณกระทบต่อการจ้างงานบางส่วน

ด้านจีน เร่งใช้งาน AI ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านการผลิต และส่งออก แต่ในระยะสั้นอาจสร้างแรงกดดันต่อตลาดแรงงานที่เปราะบางอยู่ก่อนแล้ว ขณะที่การใช้งาน AI ของประเทศกำลังพัฒนา ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและตามหลังอยู่มาก ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ในระดับสูง หลังจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น การขนส่งพลังงานออกจากตะวันออกกลางทำได้ไม่มาก ราคาพลังงานโลก จึงมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นกว่าที่เคยประเมินไว้

นอกจากนี้ สหรัฐฯ อาจใช้มาตรการทางการค้าหลายรูปแบบ เพื่อปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยให้กลับไปใกล้ระดับเดิมที่เคยประกาศไว้ในปีก่อน โดยจะพิจารณาประเด็นการเกินดุลการค้า กำลังการผลิตส่วนเกิน และการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อการค้าโลกต่อเนื่อง

ภาวะการเงินโลกตึงตัว ผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลประเทศเศรษฐกิจสำคัญที่ปรับสูงขึ้นมาก ตามความต้องการระดมทุนจำนวนมาก ทั้งจากภาคเอกชน เพื่อลงทุนใน AI และภาครัฐบาลที่ดำเนินนโยบายการคลังขาดดุลสูง ประกอบกับความกังวลของนักลงทุนต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อ และเสถียรภาพการคลังของรัฐบาล

SCB EIC มองว่า ความเสี่ยงสำคัญในระยะต่อไป อาจไม่ใช่การกลับเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นเต็มรูปแบบรอบใหม่ แต่เป็นภาวะ Bond Yield ทั่วโลกมีแนวโน้มสูงนาน ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางหลักมีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินแบบระมัดระวังมากขึ้น โดยอาจเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในบางประเทศ เพื่อยึดเหนี่ยวคาดการณ์เงินเฟ้อ แม้แรงกดดันเงินเฟ้อจะมีแนวโน้มทยอยลดลงในระยะข้างหน้า

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน