Data Center กำลังเปลี่ยนสถานะจาก “ธุรกิจเทคโนโลยี” เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ เพราะเป็นฐานของ Cloud, AI การประมวลผลข้อมูล การเงินดิจิทัล การค้าออนไลน์ ไปจนถึงระบบโรงงานอัจฉริยะและบริการภาครัฐ แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วกำลังทำให้ประเทศไทยต้องหันกลับมาถามว่า การลงทุนที่เข้ามาจำนวนมหาศาล ต้องแลกกับทรัพยากรของประเทศมากเพียงใด และคนไทยจะได้อะไรกลับมา
ข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า ระหว่างปี 2567-2569 มีโครงการ Data Center ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้ว 42 โครงการ มี IT Load รวม 3,400 เมกะวัตต์ และเงินลงทุนรวม 750,000 ล้านบาท โดยผู้ลงทุนมีทั้งไทย จีน สหรัฐ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ สะท้อนว่าไทยกำลังได้รับความสนใจในฐานะฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค
แต่อีกด้านรัฐบาลกำลังเปลี่ยนโจทย์จาก “ดึงเงินลงทุน” เป็น “คัดการลงทุนที่ประเทศได้ประโยชน์สูงสุด” อย่างชัดเจน
♦ จาก 42 โครงการ สู่การจัดระเบียบ 166 โครงการ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังรัฐบาลตั้ง “คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์” เมื่อวันที่ 5 ส.ค.2569 เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบาย มาตรฐาน และกรอบการปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และเลขาธิการบีโอไอเป็นกรรมการ
จากนั้นในการประชุมบอร์ด Data Center ครั้งแรก มีมติชะลอโครงการทั่วประเทศเป็นการชั่วคราวรวม 166 โครงการ แบ่งเป็นโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 49 โครงการ และอยู่ระหว่างขออนุญาตอีก 117 โครงการ เพื่อจัดทำมาตรฐานกลางใหม่ โดยจะพิจารณาทั้งโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน น้ำ การเลือกพื้นที่ ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ (สศช.) ระบุว่า ขณะนี้รัฐบาลเดินหน้าจัดทำข้อมูลกลาง เพื่อให้เห็นภาพรวมของ Data Center ทั้งประเทศ ไม่ใช่ต่างหน่วยงานต่างพิจารณาเฉพาะโครงการของตัวเอง นี่จึงไม่ใช่การปิดประตู Data Center แต่เป็นการ ‘หยุด’ เพื่อจัดกติกาใหม่ ก่อนการเติบโตจะเร็วเกินกว่าศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐาน
♦ ไม่ควรผลักต้นทุนไฟฟ้าให้ประชาชน
เป็นประเด็นแรกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะ Data Center ต้องเดินระบบต่อเนื่องและต้องการความมั่นคงสูง ทั้งไฟสำหรับระบบประมวลผล ระบบทำความเย็น และระบบสำรอง เห็นได้จากตัวเลข IT Load 3,400 เมกะวัตต์ จาก 42 โครงการที่ได้รับการส่งเสริม ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางธุรกิจ แต่เป็นความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ระบบพลังงานต้องเตรียมรองรับ
ทิศทางของกระทรวงพลังงานจึงเริ่มชัดขึ้นว่า Data Center ซึ่งเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ควรมีส่วนรับผิดชอบต่อต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการจัดหาไฟฟ้าและการขยายโครงข่าย โดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เคยเปิดเผยแนวทางจัดทำโครงสร้างค่าไฟ Data Center โดยเฉพาะ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนการใช้ไฟฟ้าของกิจการประเภทนี้มากขึ้น
ต่อมาแนวทางดังกล่าวถูกนำไปเชื่อมกับการกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้า Data Center และการวางหลักประกันการขอใช้ไฟฟ้า เพื่อให้ผู้ลงทุนมีส่วนรับผิดชอบต่อต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน และลดความเสี่ยงที่ภาระจะถูกกระจายไปยังผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่น
♦ อย่ามองข้ามน้ำต้นทุนที่มองไม่เห็น
อีกทรัพยากรที่ต้องจับตาคือน้ำ เพราะระบบทำความเย็นของ Data Center บางรูปแบบต้องใช้น้ำในการควบคุมอุณหภูมิ ขณะที่ประเทศไทยยังต้องบริหารความเสี่ยงน้ำทั้งในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการอุปโภคบริโภค
บีโอไอระบุว่า เกณฑ์ใหม่จะให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการใช้น้ำ แหล่งน้ำ เทคโนโลยีระบบหล่อเย็น การรีไซเคิลน้ำ และการบริหารจัดการในช่วงฤดูแล้ง เพื่อไม่ให้ Data Center กระทบต่อภาคเกษตรและชุมชนในพื้นที่ รัฐบาลจึงไม่ได้มองเพียงว่าพื้นที่นี้มีน้ำ แต่ต้องตอบให้ได้ว่ามีน้ำเพียงพอในระยะยาวหรือไม่ และเมื่อเกิดภาวะขาดแคลน ใครจะได้รับผลกระทบก่อน เป็นเหตุผลที่การวางแผน Data Center กำลังถูกเชื่อมเข้ากับการจัดทำ Power Map และ Water Map เพื่อดูศักยภาพของระบบไฟฟ้าและน้ำในแต่ละพื้นที่ ก่อนกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการลงทุน
♦ โจทย์ความปลอดภัยถ้าไฟดับ
Data Center ไม่สามารถหยุดทำงานง่ายๆ จึงต้องมีระบบไฟฟ้าสำรอง ทั้ง UPS แบตเตอรี่ และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ซึ่งทำให้เชื้อเพลิงสำรองกลายเป็นอีกประเด็นที่รัฐต้องกำกับ
กรณีพระราม 9 เป็นตัวอย่างชัดเจน หลังประชาชนร้องเรียนเรื่องกลิ่นน้ำมัน กระทรวงพลังงานลงพื้นที่ตรวจสอบและพบ Data Center แห่งหนึ่งจัดเก็บน้ำมันดีเซลสำรองมากกว่า 200,000 ลิตร โดยไม่มีใบอนุญาตตามที่เจ้าหน้าที่ระบุ พร้อมสั่งให้ขนย้ายออกและเตรียมดำเนินการตามกฎหมายหากพบความผิด
กรณีนี้ทำให้เห็นว่า การกำกับ Data Center ไม่ได้จบที่เรื่อง Cloud หรือเซิร์ฟเวอร์ แต่ต้องครอบคลุม อัคคีภัย การจัดเก็บเชื้อเพลิง เสียง ความร้อน น้ำเสีย และระยะห่างจากชุมชนหรืออาคารสำคัญ
♦ เงิน 7.5 แสนล้าน สร้างอะไรให้ประเทศ
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอระบุว่า การพิจารณา Data Center ระยะต่อไปจะเน้นประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งการสร้างงานทักษะสูง การพัฒนาวิศวกรและช่างเทคนิคไทย การพัฒนาหลักสูตร การสร้าง Vendor ไทย การเชื่อมโยงเอสเอ็มอี ตลอดจนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้าน AI, Cloud, Cybersecurity และระบบทำความเย็น
ประโยชน์จึงต้องวัดให้ไกลกว่าการก่อสร้างอาคาร เช่น การจ้างงานคนไทย การซื้อสินค้าและบริการในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างระบบนิเวศ AI ที่ทำให้เอสเอ็มอีสตาร์ตอัพ มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจไทยเข้าถึง Computing Power และบริการ Cloud ได้มากขึ้น
บีโอไอยังชี้ว่า AWS และ Google ซึ่งเข้ามาลงทุน Data Center ในไทย มีโครงการพัฒนาทักษะคนไทยควบคู่กัน โดย AWS ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังพัฒนาหลักสูตรปริญญาโทด้าน Data Center Engineering และทำโครงการ ThaksaAI พัฒนาทักษะ Cloud และ Generative AI ให้แก่นักเรียนกว่า 23,000 คนใน 50 จังหวัด ขณะที่ Google พัฒนาทักษะดิจิทัลให้เอสเอ็มอีและประชาชนกว่า 100,000 ราย และสนับสนุน Google Career Certificates 22,000 ทุน
นับเป็นโอกาสที่ Data Center จะไม่ได้สร้างเพียงงานก่อสร้าง แต่สามารถต่อยอดไปสู่ห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีของไทย ทั้ง Hard Disk Drive สำหรับ Data Center, AI Server, Optical Transceiver, PCB และระบบทำความเย็น รวมถึงอุปกรณ์ระบบเครือข่ายและควบคุมไฟฟ้า หากรัฐสามารถเชื่อมโยงผู้ลงทุนรายใหญ่กับผู้ผลิตและเอสเอ็มอีในประเทศได้จริง
นี่คืออีกตัวชี้วัดว่าเงินลงทุน 750,000 ล้านบาทจะสร้างเศรษฐกิจไทยได้มากเพียงใด
♦ ตอบให้ได้ว่าไทยได้ประโยชน์อย่างไร
เพราะ Data Center เป็นสถานที่จัดเก็บและประมวลผลข้อมูล ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อมูลธนาคาร โรงพยาบาล หน่วยงานรัฐ และข้อมูลสำคัญอื่นๆ
บีโอไอระบุว่า การมี Data Center ในประเทศช่วยลดความหน่วง เพิ่มความมั่นคงของระบบ และสนับสนุนการพัฒนา AI ที่ต้องใช้ภาษา ข้อมูล และองค์ความรู้ของประเทศไทย
“โจทย์ของไทยไม่ควรเป็นการเลือกว่าจะปฏิเสธ Data Center ทั้งหมด หรือเปิดรับทุกโครงการโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ต้องตอบให้ได้ว่าไทยต้องการ Data Center แบบใด และต้องมาพร้อมกับอะไร เพื่อให้ประเทศและประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด” นายนฤตม์กล่าว
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า Data Center จะดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศได้มากเพียงใด แต่อยู่ที่ว่าทรัพยากรที่ประเทศต้องใช้ไป จะสามารถสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกลับคืนมาได้อย่างคุ้มค่ามากน้อยเพียงใด