รัฐบาลเผย 3 สถาบันจัดอันดับโลกให้ไทย “Stable Outlook” สะท้อนความเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจ เดินหน้าต่อยอดสู่การลงทุน–งาน–รายได้ประชาชน

วันที่ 19 ก.ย. 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลยินดีต่อกรณี Fitch Ratings ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จาก “เชิงลบ” (Negative) เป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable) พร้อมคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ BBB+ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 18 ก.ย. 2569 สะท้อนมุมมองที่ดีขึ้นต่อเสถียรภาพทางการเมือง แนวโน้มหนี้ภาครัฐในระยะปานกลาง และความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายของประเทศไทย

การปรับมุมมองของ Fitch ส่งผลให้ปัจจุบันสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Fitch Ratings, Moody’s Ratings และ S&P Global Ratings มีมุมมองต่อประเทศไทยในระดับ “มีเสถียรภาพ” (Stable) ทั้งหมด

โดย Moody’s ปรับมุมมองประเทศไทยเป็น Stable พร้อมคงอันดับเครดิตที่ Baa1 เมื่อเดือนเม.ย. 2569 ขณะที่ S&P คงอันดับเครดิตสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของไทยที่ BBB+ และมีมุมมอง Stable

นางสาวลลิดา กล่าวว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ Fitch ระบุในการปรับมุมมองประเทศไทยครั้งนี้ คือ เสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้น โดย Fitch มองว่า รัฐบาลผสมที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีเสถียรภาพในการบริหารมากกว่ารัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลอยู่ในสถานะที่เอื้อต่อการดำเนินนโยบายที่มีกรอบระยะปานกลางมากขึ้น รวมถึงการเดินหน้าปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation)

“การที่ Fitch มองเห็นเสถียรภาพที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลมีความสำคัญต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ เพราะเมื่อความไม่แน่นอนลดลง การดำเนินนโยบายระยะกลางก็มีความต่อเนื่องและคาดการณ์ได้มากขึ้น ทั้งในเรื่องการบริหารเศรษฐกิจ การรักษาวินัยทางการคลัง และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการตัดสินใจลงทุน” นางสาวลลิดา กล่าว

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การที่ทั้ง 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกมีมุมมองต่อประเทศไทยในระดับ Stable ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นในประเทศ รัฐบาลจะใช้จังหวะนี้เดินหน้าสร้างความต่อเนื่องทางนโยบาย รักษาวินัยทางการคลัง และเร่งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ความเชื่อมั่นจากต่างประเทศเชื่อมต่อไปสู่การลงทุน การจ้างงาน และรายได้ของประชาชน

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจ Fitch คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวร้อยละ 2.3 ในปี 2569 ใกล้เคียงกับร้อยละ 2.4 ในปี 2568 โดยมีแรงสนับสนุนจากการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการบริโภคภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน Fitch ปรับประมาณการแนวโน้มหนี้ภาครัฐบาลของไทยดีขึ้น โดยคาดว่าจะทรงตัวต่ำกว่าร้อยละ 63 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศภายในปีงบประมาณ 2571 จากเดิมที่เคยประเมินว่าจะอยู่ใกล้ร้อยละ 65 สะท้อนมุมมองต่อแนวโน้มฐานะการคลังของไทยที่ปรับตัวดีขึ้นจากประมาณการเดิม

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีจุดแข็งจากฐานะการเงินต่างประเทศ โดย Fitch คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเกินดุลร้อยละ 1.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในปี 2570 ขณะที่หนี้ภาครัฐส่วนใหญ่ระดมทุนเป็นเงินบาทภายในประเทศและมีต้นทุนการกู้ยืมในระดับต่ำ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและภาวะตลาดการเงินโลก

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลจะเดินหน้าต่อยอดความเชื่อมั่นดังกล่าวไปสู่การดึงดูดการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI ศูนย์ข้อมูล อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และพลังงานสะอาด ควบคู่กับการส่งเสริมให้การลงทุนเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างงานที่มีคุณภาพ เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจภายในประเทศในวงกว้าง

“เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงรักษาอันดับเครดิตหรือ Stable Outlook แต่คือการเปลี่ยนความเชื่อมั่นให้เป็นการลงทุนจริง งานจริง และรายได้ที่เพิ่มขึ้นของประชาชน พร้อมรักษาสมดุลระหว่างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกับวินัยทางการคลัง เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยที่เข้มแข็ง แข่งขันได้ และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน