“เอกนิติ” เร่งเครื่อง “Reinvent Thailand” ลุย 7 อุตสาหกรรม เร่งลงทุน 30% ดันจีดีพีโต 3% จ่อชงนายกฯ ใน 1 เดือน สร้างความเชื่อมั่นไทยเจ้าภาพประชุมเวิลด์แบงก์-ไอเอ็มเอฟ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง พร้อมประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เห็นพ้องเดินหน้า “Reinvent Thailand” จากเวทีเสนอแนวคิดสู่การปฏิบัติจริง โดยตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจไทยเติบโตไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี เพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้ไม่น้อยกว่า 30% ของ GDP และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยให้ติด 20 อันดับแรกของโลก เพื่อปูทางสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580
แกนขับเคลื่อนจะใช้ธุรกิจภาคเอกชน 7 กลุ่มเป็นกลไกหลักในการลงทุน สร้างงาน และสร้างรายได้ คือ “กองหน้า” ได้แก่ เกษตรและการแปรรูปอาหาร ยานยนต์ การค้าปลีกและการค้า อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแพทย์และเวลเนส การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ขณะที่ “กองกลาง” จะทำหน้าที่สนับสนุนใน 4 ด้าน คือ โครงสร้างพื้นฐาน ดิจิทัลและ AI พลังงาน และระบบการเงิน ส่วน “กองหลัง” ภาครัฐโดยกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและระบบการเงิน ปลดล็อกกฎระเบียบและอุปสรรคทางธุรกิจ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการแข่งขัน
“ภายในประมาณ 3 สัปดาห์ จะเชิญรองนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอีก 3 รายมาหารือร่วมกัน และให้ 7 กลุ่มธุรกิจจัดทำ Framework ระบุปัญหา ความต้องการ และแนวทางทำงานกับภาครัฐ ก่อนนำเสนอกรอบแผนต่อนายกรัฐมนตรีภายใน 1 เดือน”
โดยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต้องเชื่อมโยงการลงทุนและตลาดโลกเข้ากับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะการสร้างผู้นำอุตสาหกรรมในประเทศไทย (Local Champion) ดึงเอสเอ็มอีเข้าสู่เศรษฐกิจใหม่ และสร้างการจ้างงานในประเทศ เพื่อช่วยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ กระจายโอกาส และลดความเสี่ยงจากการฟื้นตัวแบบ K-Shape
ทั้งนี้ รัฐบาลและ กกร. จะเชื่อมคณะทำงานทั้ง 7 กลุ่มธุรกิจกับคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เพื่อให้ข้อเสนอของภาคเอกชนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอย่างเป็นระบบ มีหน่วยงานรับผิดชอบ กำหนดกรอบเวลา และสามารถติดตามผลได้ต่อเนื่อง
แนวทางขับเคลื่อนแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ Stabilize Today แก้ปัญหาเร่งด่วน ลดต้นทุน และปลดล็อกอุปสรรคทางธุรกิจ
Transition Now สนับสนุนผู้ประกอบการปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยี รูปแบบธุรกิจ และมาตรฐานใหม่
และ Invest for Tomorrow วางรากฐานการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พัฒนาทักษะ และโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว พร้อมเร่งคัดเลือกมาตรการที่ทำได้ทันที (Quick Wins) ควบคู่กับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยกำหนดเป้าหมาย กรอบเวลา และตัวชี้วัดชัดเจน

นายผยง ศรีวณิช ประธาน กกร. และประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ต้องการให้ Reinvent Thailand เป็นกลไกเชื่อมต่อกับภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงเวทีเสนอความคิดเห็น โดยภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนข้อมูล บุคลากร และเครือข่าย เพื่อผลักดันข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติและสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

ด้าน นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การขับเคลื่อนต้องเปิดทางให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีและธุรกิจในภูมิภาค เข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่าใหม่ ลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม และขยายตลาด โดยเชื่อมโยงไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานและตลาดอาเซียน ซึ่งมีประชากรกว่า 600 ล้านคน

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ไทยต้องสร้างการเติบโตจากทั้งอุตสาหกรรม High Tech และ High Touch โดยมีอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ เร่งเปลี่ยนผ่านฐานการผลิตยานยนต์ และต่อยอดอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ พร้อมเชื่อมการลงทุนใหม่เข้ากับฐานการผลิตเดิมและผู้ประกอบการไทย ยกระดับการใช้วัตถุดิบในประเทศ พัฒนาทักษะระดับสูง และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานที่สะอาดและมีต้นทุนแข่งขันได้
สำหรับข้อเสนอจาก 7 กลุ่มธุรกิจ จะเน้นเร่งลงทุนและนำเทคโนโลยี เครื่องจักร ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานมาเพิ่มผลิตภาพ พัฒนาสินค้าและบริการมูลค่าสูง ยกระดับมาตรฐานและแบรนด์ไทย
การเชื่อมผู้ประกอบการตั้งแต่เกษตรกร เอสเอ็มอี และผู้ผลิตชิ้นส่วน เข้ากับผู้ผลิตรายใหญ่ ผู้ค้าปลีก พันธมิตรเทคโนโลยี และผู้ซื้อรายใหญ่ เพื่อสร้างตลาดและยกระดับห่วงโซ่อุปทานในประเทศ
ควบคู่กับการพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูล ระบบติดตามย้อนกลับ (Traceability) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ตลอดจนขยายตลาดต่างประเทศผ่านภารกิจการค้า การจับคู่ธุรกิจ เครือข่ายผู้จัดจำหน่าย และพันธมิตรทางธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อน Reinvent Thailand ยังเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นโอกาสนำเสนอศักยภาพ ทิศทางการปฏิรูปเศรษฐกิจ และความพร้อมด้านการลงทุนของไทยต่อประชาคมโลก