นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เปิดเผยว่า บรรยากาศการลงทุนของประเทศไทยในปัจจุบันมีทิศทางค่อนข้างเป็นบวก โดยเฉพาะหลังรัฐบาลเดินสายพบปะนักลงทุนในต่างประเทศ พร้อมนำเสนอแผน และโอกาสการลงทุนของไทย ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา
นอกจากการเดินสายพบปะนักลงทุนแล้ว ไทยยังมีจุดแข็งจากการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ขณะที่ปัจจัยด้านอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ในระดับที่ช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถแข่งขันได้ ดั้งนั้น หากความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ และจีนมีทิศทางที่ดีขึ้น จะช่วยสนับสนุนบรรยากาศการค้าและการลงทุนในภูมิภาคให้ดีขึ้นตามไปด้วย และเพิ่มโอกาสที่ประเทศไทยจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้บรรยากาศด้านการลงทุนเริ่มมีสัญญาณเชิงบวก แต่กำลังซื้อภายในประเทศยังค่อนข้างอ่อนแอ จึงคาดหวังว่าเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ที่จะเข้ามาจะช่วยสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เกิดการจ้างงาน และเพิ่มรายได้ให้ประชาชน ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผ่านไปสู่การฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศ
“ปัจจุบันกำลังซื้อในประเทศอาจจะยังต่ำอยู่ กำลังซื้อยังอ่อนแอ ก็หวังว่าการนำเงินลงทุนต่าง ๆ เข้ามาในประเทศ จะเป็นการกระตุ้นให้มีการสร้างงานมากขึ้น สร้างรายได้ให้กับคนของเรามากขึ้น และนำไปสู่กำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นในอนาคต” นายธีรพงศ์ กล่าว
สำหรับทิศทางของ TU บริษัทยังคงเดินหน้าลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากธุรกิจส่วนใหญ่พึ่งพาการบริโภคในตลาดต่างประเทศ จึงยังมองหาโอกาสใหม่ ๆ เพื่อสร้างการเติบโตในระยะต่อไป ซึ่งตลาดที่มองว่ายังมีศักยภาพประกอบด้วย สหรัฐ จีน และอินเดีย ซึ่งแต่ละตลาดยังมีโอกาสเติบโต
ขณะที่บริษัทจะพิจารณาการลงทุนให้สอดคล้องกับโอกาสของแต่ละประเทศ ด้านเป้าหมายผลประกอบการ ล่าสุด ได้ปรับประมาณการการเติบโตของรายได้ขึ้นจากเดิม 3-5% เป็น 4-6% โดยมองว่าท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน หากสามารถรักษาการเติบโตในระดับดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นระดับที่บริษัทพอใจ
“ล่าสุดเราได้มีการปรับประมาณการรายได้จากการเติบโต 3-5% เป็น 4-6% ผมคิดว่าในสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกแบบนี้ ถ้าเราสามารถรักษาการเติบโตที่ 4-6% ได้ต่อเนื่อง ผมคิดว่าเราพอใจ” นายธีรพงศ์ กล่าว
ส่วนแผนการลงทุน บริษัทคาดว่างบฯลงทุนโดยรวม จะยังอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม และยังไม่มีแผนเพิ่มงบฯลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม หากพบโอกาสในธุรกิจใหม่ บริษัทพร้อมพิจารณาลงทุนเพิ่มเติมตามความเหมาะสม
สำหรับธุรกิจที่ TU ให้ความสำคัญ จะยังเน้นการลงทุนในกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักที่มีศักยภาพเติบโต ขณะเดียวกันยังมีแผนลงทุนในธุรกิจอาหารกุ้งในประเทศเอกวาดอร์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการ
ขณะที่การบริหารเงินสดระหว่างบริษัทภายในกลุ่มนั้น เป็นการบริหารสภาพคล่องภายในเพื่อให้เงินทุนของกลุ่มเกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงทิศทางการลงทุนของบริษัท
ด้านบริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC ซึ่งดำเนินธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง จะต้องมีแผนการลงทุนที่ชัดเจนสำหรับช่วง 3-4 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าจะทยอยเห็นการลงทุนใหม่ ๆ เพิ่มเติมในอนาคต