“เอกนิติ” อัดฉีด 60/40 ดึงเงินพยุงคนตัวเล็ก 26 ล้านคน คนใช้สิทธิ เงินหมุนกว่า 1.6 แสนล้านบาท ดันโซลาร์ผลิตพลังงานใช้เอง ลดภาระรัฐระยะยาว
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” ถึงการเดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” 60/40 เฟส 2 ว่าเกิดขึ้นเพื่อรับมือผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยเป็นระลอก ตั้งแต่ราคาน้ำมันและต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้น จนกระทบกำลังซื้อของประชาชน ขณะที่รายได้เพิ่มไม่ทันค่าใช้จ่าย รัฐบาลจึงต้องเข้ามาช่วยลดค่าครองชีพ พร้อมประคองพ่อค้าแม่ค้าและร้านค้ารายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว
มาตรการกำหนดวงเงินใช้จ่ายไม่เกินวันละ 200 บาท โดยมุ่งช่วยค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน ไม่ได้เน้นกระตุ้นการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และด้วยข้อจำกัดด้านทรัพยากรภาครัฐ จึงให้น้ำหนักกับ “คนตัวเล็ก” ทั้งพ่อค้าแม่ค้าในตลาด แผงลอย และร้านค้ารายย่อยเป็นกลุ่มสำคัญ
ตลอดกว่า 3 เดือนที่ผ่านมา มีประชาชนใช้สิทธิประมาณ 26 ล้านคน ร้านค้ารายย่อยเข้าร่วมราว 1.2 ล้านราย เกิดเม็ดเงินช่วยประคองกำลังซื้อกว่า 160,000 ล้านบาท โดยร้านค้าในกรุงเทพฯ มีสัดส่วนเพียง 16% สะท้อนว่าเงินหมุนเวียนกระจายไปยังร้านค้าและพื้นที่ต่างจังหวัดทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม “พลัส” ไม่ได้หมายถึงการเติมเงินเพื่อพยุงกำลังซื้อเพียงอย่างเดียว แต่รัฐบาลต้องการยกระดับศักยภาพร้านค้ารายเล็กด้วย โดยเปิดช่องให้เข้าถึงแพลตฟอร์มส่งอาหารและเรียนรู้การขายออนไลน์ ซึ่งร้านค้าบางส่วนมียอดขายออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และร้านค้าจากโครงการก่อนหน้าหลายรายยังรักษาระดับยอดขายได้แม้สิ้นสุดมาตรการแล้ว
ขณะเดียวกัน แอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้เพิ่มเครื่องมือ “AI นกกระซิบ” ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลยอดขาย วันที่ขายดี ต้นทุนวัตถุดิบ และข้อมูลสำหรับวางแผนธุรกิจ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารต้นทุนและปริมาณสินค้าได้แม่นยำขึ้น เช่น ร้านขนมสามารถดูได้ว่าวันใดมียอดขายสูงหรือต่ำ แล้วนำข้อมูลไปปรับปริมาณการผลิตให้เหมาะกับความต้องการ
ข้อมูลการค้าจากระบบยังช่วยเปิดประตูสู่สินเชื่อ เพราะสถาบันการเงินสามารถเห็นข้อมูลรายได้ของร้านค้า ขณะที่บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาช่วยค้ำประกัน ลดข้อจำกัดของผู้ประกอบการที่ไม่มีหลักทรัพย์ และลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ
นายเอกนิติย้ำว่า การอัดฉีดเงินไม่ใช่คำตอบที่รัฐบาลสามารถทำได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด จึงต้องรักษาวินัยการคลัง ขณะเดียวกันสถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนว่าประเทศไทยยังเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้ไม่เร็วพอ ท่ามกลางความขัดแย้งในต่างประเทศที่ยังดำเนินอยู่
ดังนั้น แนวทางระยะยาวต้องลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า โดยเฉพาะการส่งเสริมโซลาร์ เพื่อให้ครัวเรือนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองและลดค่าไฟ เมื่อประชาชนมีต้นทุนพลังงานลดลง ความจำเป็นในการใช้งบประมาณช่วยเหลือค่าครองชีพก็จะลดลงตามไปด้วย และยังช่วยลดการนำเข้าก๊าซและการไหลออกของเงินตราต่างประเทศ
การเปลี่ยนผ่านพลังงานยังครอบคลุมการใช้ไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม และเอทานอลจากอ้อยและมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ไทยผลิตได้เอง นอกจากช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าแล้ว ยังสร้างรายได้กลับสู่เกษตรกรและหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทย
“การอุดหนุนราคาน้ำมันทั่วไป” จึงช่วยได้เพียงระยะสั้น ขณะที่ระยะยาวควรสร้างแรงจูงใจให้เกิดการใช้พลังงานทางเลือกที่ผลิตได้ในประเทศ เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาต่างประเทศ และกระจายประโยชน์กลับไปยังเกษตรกร
ไทยเปิดเวทีโลก รับ IMF–เวิลด์แบงก์ ดันสินค้า–ลงทุน–ท่องเที่ยว
นายเอกนิติกล่าวถึงการเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค. 2569 ว่า เป็นโอกาสสำคัญในการเปิดประเทศต่อสายตานักลงทุน นักการเงิน และผู้มีอำนาจซื้อจากทั่วโลก ทั้งด้านสินค้าไทย การท่องเที่ยว ธุรกิจ การลงทุน และบทบาทของไทยบนเวทีเศรษฐกิจการเงินโลก
ไทยเคยเป็นเจ้าภาพการประชุมดังกล่าวเมื่อปี 2534 และการกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในรอบ 35 ปี จะนำรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง นายธนาคาร และนักการเงินจากทั่วโลกเข้ามาประเทศไทย กระทรวงการคลังในฐานะผู้จัดหลักร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเตรียมนำสินค้าไทยจากทุกภูมิภาคมาจัดแสดง เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะการเข้าถึงกลุ่มผู้มีกำลังซื้อ
ด้านการท่องเที่ยว คาดว่าจะมีกิจกรรมและการเดินทางเพิ่มขึ้นในช่วงการประชุม และจากประสบการณ์การเป็นเจ้าภาพเมื่อ 35 ปีก่อน ผู้เข้าร่วมบางส่วนกลับมาเยือนไทยอีกครั้งพร้อมครอบครัว ทำให้ผลประโยชน์จากการเป็นเจ้าภาพไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะช่วงจัดงาน
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ การประชุม สัมมนา และกิจกรรมด้านการเงินจากทั่วโลก ซึ่งเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนใหม่ในไทย พร้อมนำเสนอสินค้า ผ้าไทย ศิลปวัฒนธรรม และมวยไทยผ่านกิจกรรมต่าง ๆ บนเวทีระดับโลก
นายเอกนิติกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เปรียบเสมือน “โอลิมปิกทางการเงิน” ซึ่งหลายประเทศต้องการเป็นเจ้าภาพ และไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ได้รับโอกาสจัดเป็นครั้งที่ 2 จึงเป็นทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจและความภาคภูมิใจของประเทศ
ที่สำคัญ ไทยในฐานะเจ้าภาพยังสามารถเสนอวาระต่อเวทีเศรษฐกิจการเงินโลก ภายใต้แนวคิด “Entering New Horizon” หรือการก้าวสู่ขอบฟ้าใหม่ โดยมี 2 แกนสำคัญ คือ “Empowering People” การสร้างพลังให้ประชาชนสามารถกำหนดชีวิตและธุรกิจของตนเอง และ “Building Resilience” การสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อรับมือกับโลกที่มีความผันผวนสูง
เปิด Royal Pavilion โชว์แนวพระราชดำริ
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือวันที่ 13 ต.ค. ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จะมีการจัด “Royal Pavilion” เพื่อเชิดชูพระเกียรติและนำเสนอแนวพระราชดำริด้านการพัฒนา โดยเฉพาะแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด “Empowering People” ที่ไทยนำเสนอในการประชุม
ภายใน Royal Pavilion จะนำบทเรียนจากโครงการพระราชดำริต่าง ๆ ที่ได้รับการสืบสาน รักษา และต่อยอดในรัชกาลปัจจุบัน มานำเสนอแก่ผู้เข้าร่วมประชุม เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายการคลังและนักการเงินจากทั่วโลกได้เห็นแนวทางการพัฒนาที่มีส่วนช่วยให้ประชาชนไทยสามารถปรับตัวรับมือกับวิกฤตและความเปลี่ยนแปลง
“เราถึงอยากนำเสนอให้นักการคลัง นักการเงินโลกได้เห็น เชื่อว่าหลายคนที่ได้ไปชม น่าจะทึ่งกับพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่าน ที่ทำให้ส่วนหนึ่งคนไทยสามารถปรับตัวกับภาวการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้” นายเอกนิติกล่าว