หนี้สาธารณะปี 71 ยังไม่ชนเพดาน สบน. ย้ำเงินกู้4 แสนล้าน โยกช่วยน้ำท่วมไม่ได้

นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผอ.สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ( สบน. ) เปิดเผยว่า สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ได้จัดทำแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2570 เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการพิจารณาอนุมัติและรับทราบตามข้อเสนอโดยมี 3 แผนหลัก ประกอบด้วย

แผนการก่อหนี้ใหม่ กรอบวงเงินประมาณ 1.26 ล้านล้านบาทแผนการบริหารหนี้เดิม (การปรับโครงสร้างหนี้/Roll-over) กรอบวงเงินประมาณ 1.9 ล้านล้านบาทแผนการชำระหนี้ กรอบวงเงินประมาณ 5.8 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 แผนนั้นได้นำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 29 กันยายน 2569 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่ง สบน. คาดว่าจะผ่านการพิจารณาเห็นชอบได้ตามขั้นตอนที่วางไว้

นางจินดารัตน์ กล่าวว่า สำหรับทิศทางสัดส่วนหนี้สาธารณะคงค้างต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) คาดการณ์ว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ 2569 สัดส่วนจะอยู่ที่ประมาณ 68% และเมื่อดำเนินแผนบริหารหนี้ในปีงบประมาณ 2570 สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณกว่า 69% ก่อนที่จะทยอยปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดในปีงบประมาณ 2571 ที่ราวกว่า 69% ซึ่งยืนยันว่ายังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ไม่เกินเพดาน 70% ของ GDP และหลังจากนั้นจะค่อย ๆ ทยอยปรับลดลงตามกรอบแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF)

นางจินดารัตน์ กล่าวว่า ในส่วนของกลยุทธ์การระดมทุนและการบริหารต้นทุน สบน. ประเมินว่าความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อพอร์ตหนี้โดยรวมของไทยในวงจำกัด เนื่องจากปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยเป็นเงินกู้ระยะยาวถึงประมาณ 89% และมีต้นทุนการกู้เงินเฉลี่ยอยู่ที่ราว 2.6% ซึ่งยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยสบน. จะเน้นการใช้เครื่องมือทางการเงินระยะสั้นและระยะปานกลาง เช่น Term Loan, ตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) รวมถึงตั๋วเงินคลัง (Treasury Bills) เพื่อความยืดหยุ่นและลดผลกระทบจากต้นทุนดอกเบี้ยระยะยาวก่อนปรับโครงสร้างหนี้ในจังหวะที่เหมาะสมต่อไป

สำหรับความคืบหน้าเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) วงเงิน 4 แสนล้านบาทนั้น ในปีที่ผ่านมาได้ดำเนินการกู้ไปแล้วประมาณ 2 แสนล้านบาท และในปีงบประมาณ 2570 มีกรอบที่จะทยอยกู้เพิ่มเติมอีกประมาณ 2 แสนล้านบาท โดยส่วนแรกใช้เพื่อสนับสนุนโครงการเยียวยาประชาชน เช่น โครงการช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งดำเนินการกู้และเบิกจ่ายเกือบครบถ้วนแล้ว เหลือวงเงินเพียงเล็กน้อยระดับพันล้านบาทเพื่อรอปรับตามจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการจริง ขณะที่วงเงิน

ส่วนที่สองจะมุ่งเน้นด้านการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) อาทิ โครงการโซลาร์เซลล์เพื่อประชาชน และการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในระบบขนส่งสาธารณะ โดยปัจจุบันคณะอนุกรรมการกลั่นกรองได้พิจารณาหลักเกณฑ์เบื้องต้นแล้ว และฝ่ายเลขานุการอยู่ระหว่างการวิเคราะห์โครงการเพื่อเสนอคณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณาต่อไป ซึ่งโครงการทั้งหมดจะต้องยื่นข้อเสนอภายใน 30 กันยายน 2569 และมีกำหนดเบิกจ่ายจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 ทั้งนี้สำหรับกรณี

“จริง ๆ แล้วต้องไปดูวัตถุประสงค์ของการออก พ.ร.ก. เพราะกฎหมายระบุวัตถุประสงค์ไว้ชัดเจนตั้งแต่แรก และเราได้ระบุไว้ในบัญชีแนบท้ายที่ผ่านสภาฯ ไปแล้ว กฎหมายถือเป็นหลักในการทำงาน ดังนั้นจึงไม่สามารถโอนย้ายงบประมาณไปใช้แก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำท่วมตามข้อเสนอได้ เพราะการใช้จ่ายเงินกู้จะต้องปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด” นางจินดารัตน์ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน