หน้าแรก
อาชญากรรม ทุกทิศทั่วไทย
ประเด็นร้อน วิเคราะห์การเมือง
เกาะติดกระแสหุ้นและการเงิน อสังหาฯ
รอบโลก นิวส์มอนิเตอร์ ข่าวในพระราชสำนัก ข่าวโควิด-19
เด่นออนไลน์
ละคร
หวย
กีฬาต่างประเทศ ไทยลีก เกมส์ - อีสปอร์ต ONE CHAMPIONSHIP
คลิปฮอต
บิวตี้ Food & Cafe ท่องเที่ยว ไอที-สมาร์ทโฟน
Smart Sustain
วงล้อเศรษฐกิจ ทิ้งหมัดเข้ามุม ชกไม่มีมุม วิทยาการ คอลัมน์พระเครื่อง ข่าวสดทีวีไกด์ รถยนต์ ความรู้ทั่วไป รำลึก-อาลัย
Khaosod Chinese

คลัง เล็งปรับเกณฑ์กู้ กยศ. ใช้บัตรคนจนแทนใบรับรอง  ลุยสางหนี้ 140 ล.

30 ก.ย. 2569 - 16:23 น.

คลัง เล็งปรับเกณฑ์กู้ กยศ. ใช้บัตรคนจนแทนใบรับรอง ลุยสางหนี้ 140 ล.

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะประธานกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ( กยศ. ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 1,200 ล้านบาทเศษ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กยศ. หลังปีการศึกษา 2569 มีนักเรียนและนักศึกษาขอกู้เกินกรอบที่กำหนดประมาณ 14,000 ราย คิดเป็นวงเงินรวมกว่า 1,206,477,900 บาท เดิม กยศ.ขอเงินจากงบกลางไว้ประมาณ 4,800 ล้านบาท แต่จากการเร่งติดตามหนี้และบริหารเงินได้ดีขึ้น ทำให้ความต้องการใช้เงินจริงในปีนี้อยู่ที่ประมาณ 1,200 ล้านบาท และได้รับการอนุมัติจาก ครม.แล้ว ขณะที่ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 กยศ.จะได้รับงบประมาณประจำปีอีกประมาณ 9,000 ล้านบาท ทำให้สามารถบริหารกระแสเงินสดและดูแลนักเรียน นักศึกษาได้ในช่วงหนึ่ง

“ถ้าถามว่าตอนนี้เรายังต้องการเงินอีกไหม เรายังต้องการ แต่วันนี้ได้มีมาตรการ ได้มีการประชุมสั่งการ แล้วก็ปรับระบบในการที่จะติดตามหนี้” นายวินิจกล่าว

นายวินิจ กล่าวว่า ทั้งนี้ ปัญหาของกยศ.ไม่ได้อยู่ที่การหาเงินมาเติมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้เงินจากผู้กู้รุ่นพี่ไหลกลับเข้าสู่กองทุนมากขึ้น เพราะ กยศ.เป็นกองทุนหมุนเวียน เงินที่รุ่นพี่ชำระคืนจะถูกนำไปปล่อยกู้ให้รุ่นน้อง ซึ่งจากข้อมูลระบุว่า ปี 2569 มีผู้ได้รับเงินกู้ประมาณ 790,000 ราย สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่รายรับจากการชำระหนี้และงบประมาณสมทบรวมอยู่ที่ประมาณ 35,000 ล้านบาท

นายวินิจ กล่าวเปรียบเทียบระบบ กยศ.ว่า หากมีน้องใหม่ 1 คนที่จะเรียน ต้องมีพี่ ประมาณ 5 คนที่นำเงินกลับมาคืนกยศ. เพื่อให้เงินหมุนกลับไปดูแลนักเรียนรุ่นต่อไป แต่ปัจจุบันจากพี่ 5 คน มีเพียง 2 คนที่ชำระหนี้ ขณะที่อีก 3 คนไม่กลับมาชำระ ทำให้กยศ.มีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง “พี่ 3 คนไม่มาครับ หายไปไหนไม่รู้ มีพี่แค่ 2 คนที่มาดูแลน้อง ทำให้กยศ.มีปัญหาเรื่องสภาพคล่องจริง อันนี้ยอมรับ”

อย่างไรก็ตาม นโยบายของรัฐบาลมีความชัดเจนว่า ทำอย่างไรก็ได้ ไม่ให้โอกาสการศึกษาถูกจำกัดด้วยงบประมาณ ดังนั้นการแก้ปัญหาต่อจากนี้จึงต้องทำทั้งสองด้าน คือเติมสภาพคล่องและเร่งนำเงินจากผู้กู้เดิมกลับเข้าสู่ระบบ และเมื่อมีงบประมาณเข้ามาแล้วกยศ.ต้องไปตามพี่ 3 คน แต่ไม่ใช่การไล่ติดตามหนี้แบบเหมารวม โดยต้องแยกให้ออกว่าใครเป็นคนที่เดือดร้อนจริง ไม่มีความสามารถชำระหนี้ กับใครที่ยังมีศักยภาพ แต่เลือกนำเงินไปใช้หนี้ประเภทอื่นก่อน หรือยังดึงเงินไว้ไม่ยอมชำระกยศ.

โดยกยศ.จะเชื่อมโยงข้อมูลกับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและ Data Lake ของกระทรวงการคลัง เพื่อตรวจสอบว่าลูกหนี้รายใดกำลังลำบากจริงและควรได้รับความช่วยเหลือ ขณะที่ผู้มีรายได้และยังมีความสามารถชำระหนี้ จะเข้าสู่กระบวนการติดตามที่เหมาะสมมากขึ้น

นายวินิจ กล่าวว่า สำหรับผู้ที่เดือดร้อนจริง อาจพิจารณาลดภาระดอกเบี้ยหรือปรับวิธีการชำระหนี้ให้เหมาะกับความสามารถในการจ่าย ส่วนผู้ที่มีศักยภาพแต่ไม่ยอมชำระ อาจมีการปรับมาตรการติดตาม รวมถึงเสนอปรับดอกเบี้ยหรือเบี้ยปรับเฉพาะกลุ่มที่มีพฤติกรรมดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม การปรับระบบข้อมูลทำให้ กยศ.เห็นภาพปัญหาชัดขึ้น โดยกลุ่ม “พี่ 3 คน” มีประมาณ 2 ล้านรายที่ต้องเร่งตรวจสอบและจัดการ โดยหนึ่งในปัญหาที่พบคือ “ชื่อซ้อน” ระหว่างลูกหนี้ที่มีสถานะหนี้เสียกับผู้ที่มีการชำระหนี้อยู่แล้ว อย่างการเปลี่ยนงาน เช่น ผู้กู้เรียนจบและทำงานกับบริษัทแรกที่ไม่ได้หักเงินเดือน แต่ชำระหนี้ด้วยการนำส่งตามรอบ ต่อมาเปลี่ยนไปทำงานกับบริษัทใหม่ที่มีระบบหักเงินเดือนกยศ.โดยตรง ช่วงรอยต่อระหว่างการเปลี่ยนงานอาจทำให้มียอดค้างเล็กน้อย

นายวินิจ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญคือหลักการหักหนี้ของกยศ.จะแตกต่างจากธนาคาร โดยเมื่อเริ่มหักเงินจากบริษัทใหม่ จะนำหนี้ ณ วันที่เริ่มทำงานมาคำนวณ และไม่เอาเอาหนี้เก่ามารวม ทำให้ยอดค้างจากช่วงก่อนหน้าอาจตกค้างอยู่ในระบบ จากการตรวจสอบพบลูกหนี้ลักษณะนี้ประมาณ 500,000 ราย มียอดค้างรวมประมาณ 140 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่มีหนี้เสียเพียงหลักร้อยถึงหลักพันแต่ไม่เกิน 10,000 บาท แต่กลับถูกนับเป็นบัญชีที่มีปัญหา ส่งผลให้ภาพตัวเลขหนี้เสียของ กยศ.สูงขึ้น ทั้งนี้กยศ.กำลังติดต่อผู้กู้กลุ่มนี้ เพื่อให้กลับมาเคลียร์ยอดค้างและปรับข้อมูลให้ถูกต้อง โดยจะพยายามหาวิธีชำระที่ไม่เพิ่มภาระให้ผู้กู้ที่ไม่ได้ตั้งใจผิดนัด

นายวินิจ กล่าวว่า หากสามารถเคลียร์ยอดค้าง 140 ล้านบาทได้ทั้งหมด จะทำให้บัญชีหนี้เสียของ กยศ.ลดลงประมาณ 500,000 ราย และทำให้ภาพข้อมูลหนี้สะท้อนสถานการณ์จริงมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้กยศ.ประเมินว่าการเร่งติดตามกลุ่มผู้กู้ที่มียอดค้างเพียงเล็กน้อยประมาณ 400,000-500,000 ราย หากสามารถปิดบัญชีได้ จะช่วยนำเงินกลับเข้ากองทุนได้ประมาณ 1,290 ล้านบาท

นายวินิจ กล่าวว่า อีกประเด็นที่กยศ.กำลังปรับระบบ คือการลดขั้นตอนการพิสูจน์ความยากจน โดยผู้กู้ที่เข้าเกณฑ์ไม่จำเป็นต้องนำหนังสือรับรองความยากจนจากผู้ใหญ่บ้านหรือหน่วยงานในพื้นที่ หากข้อมูลของครอบครัวปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็สามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวประกอบการพิจารณาได้

“ทำไมต้องให้คนลำบากมาเซ็นหนังสือรับรองอีก ทำไมต้องให้คนวิ่งไปหาผู้ใหญ่บ้าน เขาลำบากอ่ะ รู้อยู่แล้วว่าเขาลำบาก ก็ให้กู้ไปเลย” นายวินิจกล่าว

นายวินิจ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม หนี้กยศ.แตกต่างจากสินเชื่อปกติ จึงไม่ต้องการให้การติดตามหนี้กลายเป็นการแบล็กลิสต์ ที่ตัดโอกาสของลูกหนี้ โดยขณะนี้ยังไม่ได้เร่งนำหนี้กยศ.เข้าสู่เครดิตบูโร ตรงกันข้าม กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาแนวคิด ไวท์ลิสต์ สำหรับผู้ที่มีวินัย ชำระกยศ.ครบ เพื่อส่งข้อมูลเชิงบวกให้ธนาคารของรัฐนำไปประกอบการพิจารณาสินเชื่อ และสะท้อนเป็นข้อมูลบวกใน Credit Score ปัจจุบันมีการหารือเรื่องเครดิตบูโรอยู่ แต่ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังและให้ความเป็นธรรม เพราะหนี้กยศ.ไม่ใช่สินเชื่อปกติ ควรสร้างแรงจูงใจให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่

คลัง เล็งปรับเกณฑ์กู้ กยศ. ใช้บัตรคนจนแทนใบรับรอง  ลุยสางหนี้ 140 ล.