นายกฯ กดปุ่มเปิดโรงงาน “อินฟินีออน” เฟสแรก 4.8 หมื่นล้าน บีโอไอชี้หากขยายครบ 5 เฟส ดันไทยเป็นฐานผลิต Back-end ใหญ่ที่สุดของอินฟินีออนในโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดโรงงานแห่งใหม่ของบริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ แมนูแฟคเชอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด จ.สมุทรปราการ

ซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ มูลค่ากว่า 48,000 ล้านบาท ครอบคลุมการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) การทดสอบวงจรรวม (IC) และเวเฟอร์ (Wafer) รวมถึงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์

การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับบทบาทของไทยในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์โลก โดยโรงงานแห่งใหม่เป็นฐานผลิต Power Module แห่งที่ 3 ของอินฟินีออน ต่อจากเยอรมนีและจีน เริ่มเปิดสายการผลิตเฟสแรก หรือ Module A บนพื้นที่คลีนรูม 30,000 ตารางเมตร และมีแผนขยายได้ถึง 5 เฟส หรือ Module A-E

หากลงทุนครบทั้งหมด จะมีพื้นที่คลีนรูมรวม 150,000 ตารางเมตร และกลายเป็นฐานการผลิตขั้นประกอบและทดสอบ (Back-end) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกของอินฟินีออน

นอกจากนี้ โรงงานไทยยังเป็นโรงงานอัตโนมัติ (Autonomous Factory) ตั้งแต่เฟสแรก ใช้ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ระบบขนถ่ายวัสดุ และระบบการผลิตดิจิทัล โดยผสานกระบวนการทดสอบเวเฟอร์

ซึ่งเป็นส่วนต้นน้ำของการผลิตชิป (Front-end) เข้ากับการผลิต Power Module และการทดสอบ IC ซึ่งเป็นกระบวนการปลายน้ำ (Back-end) ไว้ในโรงงานเดียวกัน รวมถึงจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบในไทย

สำหรับ Power Semiconductor หรือชิปควบคุมพลังงาน เป็นเทคโนโลยีสำคัญต่อเมกะเทรนด์โลก ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า สถานีชาร์จ พลังงานแสงอาทิตย์ แบตเตอรี่ หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ ดาต้าเซ็นเตอร์ และเทคโนโลยี AI

โดยตลาดชิปกลุ่มนี้ทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มเป็นกว่า 107,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2578

การลงทุนดังกล่าวจะช่วยเติมเต็มขีดความสามารถของไทยในอุตสาหกรรม Power Semiconductor และเชื่อมโยงกับฐานอุตสาหกรรมเดิม ทั้งยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ระบบอัตโนมัติ และพลังงาน รวมถึงต่อยอดไปสู่เทคโนโลยีชิปรุ่นใหม่ เช่น ซิลิคอนคาร์ไบด์ (SiC) และแกลเลียมไนไตรด์ (GaN)

ขณะเดียวกัน อินฟินีออนมีแผนจ้างบุคลากรไทยรวมกว่า 5,000 คน หากขยายครบ 5 เฟส

โดยเน้นวิศวกรและช่างเทคนิคทักษะสูง พร้อมพัฒนาบุคลากรไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกว่า 600 คน และส่งบุคลากรกว่า 130 คนไปฝึกอบรมเทคโนโลยีเฉพาะทางในต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีแผนร่วมพัฒนาหลักสูตรเซมิคอนดักเตอร์ไม่น้อยกว่า 60 วิชา เปิดโอกาสให้นักศึกษากว่า 1,100 คนเข้าร่วมฝึกอบรมและโครงการวิจัย

ตลอดจนร่วมวิจัยกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยในประเทศไม่น้อยกว่า 18 โครงการ และพัฒนาเครือข่ายซัพพลายเออร์ผ่านความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย

นายนฤตม์ กล่าวว่า เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงดึงเงินลงทุนและสร้างโรงงาน แต่ต้องการให้การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกสร้าง “คุณค่าการลงทุน” ในประเทศ ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา

การยกระดับทักษะบุคลากร และการสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ เพื่อวางรากฐานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยในระยะยาว และเดินหน้าสู่เป้าหมาย “ชิปเมดอินไทยแลนด์”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน