A Asset กลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์หน้าใหม่ ประเดิมลงทุนไทยมูลค่าโครงการ 1.2 หมื่นล้าน หลังสั่งสมประสบการณ์พัฒนาโครงการในญี่ปุ่น-เวียดนามกว่า 10 ปี ชูจุดแข็งด้านวิศวกรรมและการพัฒนาโครงการครบวงจร ประเดิมแฟล็กชิปมิกซ์ยูสทองหล่อกว่า 7 ไร่ พร้อมวางแผนขยายการลงทุนต่อ เน้นโครงการที่ตอบโจทย์พื้นที่และคุณภาพชีวิต มากกว่าการเร่งเพิ่มกำไรสูงสุด

A Asset เปิดเกมรุกอสังหาฯ ไทย ชูทุน-ประสบการณ์ 3 ประเทศ

วันที่ 1 ต.ค. 2569 กลุ่มบริษัท เอ แอสเสท (A Asset) เปิดตัวในฐานะกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์หน้าใหม่ในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Always Forward สรรค์สร้าง ยั่งยืน”

นายอนวัช ฉัตรศิริกุล ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เอ แอสเสท (A Asset) เปิดเผยว่า หลังสั่งสมประสบการณ์จากธุรกิจวิศวกรรม การพัฒนา และบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ในไทยมา 36 ปี ภายใต้ PPSN บริษัรทวิศวกรที่ปรึกษาและบริหารงานก่อสร้างซึ่งรับงานตั้งแต่โครงการที่พักอาศัย โรงแรม ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล ตลอดจนรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วง รวมถึงออกแบบปรับปรุงสนามบินเชียงใหม่และดอนเมือง

นอกจากนี้ยังร่วมทุนกับ BCONS ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม โดยการร่วมทุนกับชาวเวียดนาม อีกทั้งยังได้ขยายการลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศญี่ปุ่นด้วย ซึ่งบริษัทพร้อมนำองค์ความรู้จากการพัฒนาโครงการในต่างประเทศกลับมาต่อยอดการลงทุนในไทย โดยประเดิมโครงการแฟล็กชิปมิกซ์ยูสบนพื้นที่กว่า 7 ไร่ ติดสถานีรถไฟฟ้า BTS ทองหล่อ ถนนสุขุมวิท 53 (โรงเรียนนานาชาติบางกอกเพรพเดิม) มูลค่าโครงการ 12,000 ล้านบาท

“จุดแข็งของ A Asset มาจากรากฐานด้านวิศวกรรม ทำให้สามารถมองการพัฒนาโครงการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งงานโครงสร้าง ระบบอาคาร การออกแบบ การบริหารโครงการ การจัดหาวัสดุ การพัฒนาและการลงทุน รวมถึงการดูแลรักษาอาคารในระยะยาว”

นายอนวัชกล่าวและว่าที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทมีประสบการณ์พัฒนาโครงการหลากหลายประเภท ทั้งที่อยู่อาศัย โรงแรม สำนักงาน รีเทล โรงเรียน มหาวิทยาลัย และโครงการมิกซ์ยูส รวมถึงโครงการขนาดใหญ่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดที่เข้าไปดำเนินธุรกิจมานานกว่า 10 ปี

“การทำงานในญี่ปุ่นสร้างวัฒนธรรมเรื่องความใส่ใจรายละเอียดและคุณภาพระยะยาว ขณะที่เวียดนามทำให้เราเรียนรู้ระบบการพัฒนา การบริหาร และการสร้างพื้นที่ที่เติบโตไปพร้อมกับเมือง ประสบการณ์ทั้งหมดถูกนำกลับมาใช้กับการพัฒนาโครงการในไทย” นายอนวัชกล่าว

สำหรับตลาดเวียดนาม A Asset เข้าไปดำเนินธุรกิจตั้งแต่ปี 2551 จากเดิมที่ให้บริการด้านวิศวกรรมและออกแบบ ก่อนขยับสู่การเป็นผู้พัฒนาโครงการด้วยตัวเองในปี 2560 ปัจจุบันมีโครงการที่พัฒนาแล้วเสร็จประมาณ 20 โครงการ และอยู่ระหว่างดำเนินการอีกประมาณ 38 โครงการ ครอบคลุมทั้งที่อยู่อาศัย สำนักงาน รีเทล โรงแรม โรงเรียน และมหาวิทยาลัย

หนึ่งในโครงการที่เป็นตัวอย่างสำคัญคือ “บีคอนส์ ซิตี้-BCONS CITY” โฮจิมินห์ ซึ่งเป็นการพัฒนาพื้นที่ขนาดใหญ่ในรูปแบบที่มีทั้งที่อยู่อาศัย โรงแรม สำนักงาน และสถาบันการศึกษา โดยบริษัทระบุว่าประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เข้าใจว่าผลิตภัณฑ์อสังหาริมทรัพย์ต้องออกแบบให้เหมาะสมกับความต้องการของคนในแต่ละพื้นที่ เพราะพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคไทย เวียดนาม และญี่ปุ่นมีลักษณะแตกต่างกัน

นายอนวัชกล่าวว่า ปัจจุบันตลาดเวียดนามไม่ได้อยู่ในภาวะโอเวอร์ซัพพลายในทุกกลุ่ม โดยเซ็กเมนต์ที่บริษัทดำเนินการยังมีดีมานด์ ขณะที่ราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในเมืองสำคัญอยู่ในระดับสูง โดยกลุ่มโครงการที่บริษัทพัฒนามีระดับราคาประมาณ 160,000 บาทต่อตร.ม.ขึ้นไป ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นตลาดที่ยังมีโอกาสจากความต้องการที่อยู่อาศัย

นายอนวัชกล่าวว่า สำหรับล่าสุดที่กลับเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เกิดขึ้นจากการมองเห็นโอกาสของตลาด ขณะที่ภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันอาจเป็นช่วงที่ท้าทาย แต่ไม่ได้หมายความว่าตลาดหยุดนิ่ง โดยยังมีการซื้อและการลงทุนเกิดขึ้น เพียงแต่การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแข่งขันกันด้วยคุณภาพและความสามารถของผลิตภัณฑ์ในการตอบโจทย์ผู้บริโภค

“วันนี้ตลาดไม่ได้หยุดนิ่ง คำถามคือโปรดักต์ของเรามีความแตกต่างแค่ไหน และตอบโจทย์ลูกค้าได้มากน้อยแค่ไหน” นายอนวัชกล่าว

ทองหล่อประเดิมแฟล็กชิปไทย

การลงทุนครั้งแรกในไทยของ A Asset คือโครงการแฟล็กชิปมิกซ์ยูสในทำเลทองหล่อ บนพื้นที่กว่า 7 ไร่ ติดสถานี BTS ทองหล่อ ภายใต้แนวคิด Green & Wellness Real Estate ประกอบด้วยอาคารหลักสูง 6 ชั้น ชั้นใต้ดิน 1 ชั้น เป็นพื้้นที่สำนักงาน 3,000 ตร.ม. คอมมูนิตี้มอลล์ และ เวลเนส เซ็นเตอร์ พร้อมอาคารทาวเวอร์ A สูง 39 ชั้น เป็นโรงแรม 640 ห้อง ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ยังไม่เคยเปิดในไทย และทาวเวอร์ B สูง 28 ชั้น เป็นแบรนด์เดดเรสซิเดนซ์ 220 ยูนิต ในแนวคิด “Simply Luxury” รองรับห้องชุดขนาดตั้งแต่ 45-50 ตร.ม. ขึ้นไป โดยรูปแบบบการขายเป็นสิทธิการเช่า (ลีสต์โฮลด์) 40 ปี

รวมถึงยังมีพื้นที่สวนลอยฟ้าขนาด 5,000 ตร.ม. ในระดับที่มากกว่าข้อกำหนดขั้นต่ำ เนื่องจากมองว่าพื้นที่สีเขียวเป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพชีวิตและสามารถเป็นพื้นที่รองรับการใช้งานของคนในโครงการและชุมชนโดยรอบ

ทั้งนี้โครงการจะใช้ระยะเวลาพัฒนาและก่อสร้างประมาณ 3-4 ปี ซึ่งสิทธิการเช่ามีระยะเวลารวม 45 ปี แบ่งเป็นช่วงพัฒนาโครงการประมาณ 5 ปี และระยะเวลาใช้งานประมาณ 40 ปี

นายอนวัชกล่าวว่าตลาดที่อยู่อาศัยทองหล่อในปัจจุบัน ยอมรับว่ามีสินค้าหลายระดับ ตั้งแต่พรีเมียม ลักชัวรี อัลตร้าลักชัวรี ไปจนถึงซูเปอร์ไพรม์ แต่ A Asset ไม่ได้วางตัวเองด้วยการจำกัดว่าจะต้องจับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์คนหลายช่วงอายุ

“บริษัทมองว่าลีสโฮลด์เป็นทางเลือกของการอยู่อาศัย ส่วนราคาของลีสโฮลด์ หากเทียบกับฟรีโฮลด์ในทำเลและตลาดเดียวกัน บริษัทมองว่าราคาควรต่ำกว่าฟรีโฮลด์อย่างน้อยประมาณ 30% จึงจะมีความน่าสนใจในมุมของผู้ซื้อ”

ฐานลูกค้าหลายช่วงวัย

สำหรับกลุ่มเป้าหมายของโครงการ บริษัทมองเป็นตลาดที่สามารถตอบโจทย์คนหลายวัย ขณะที่กลุ่มที่มีแนวโน้มสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์คือคนที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ พื้นที่สีเขียว ความสะดวกในการเดินทาง และต้องการใช้ชีวิตในเมือง

วางโมเดลพันธมิตร เน้นซินเนอร์ยีมากกว่าเงินทุน

ในด้านโครงสร้างการลงทุน โดยจะมีพันธมิตรร่วมลงทุนในแต่ละองค์ประกอบ ซึ่งบริษัทจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และเป็นผู้ดูแลทิศทางหลักของโครงการ ขณะที่การเลือกพันธมิตรไม่ได้พิจารณาเฉพาะความสามารถในการนำเงินทุนเข้ามาร่วมลงทุน แต่ให้ความสำคัญกับความเชี่ยวชาญและองค์ความรู้ที่สามารถเติมเต็มโครงการ

เดินหน้าธุรกิจหลังเปิดตัวไทย

สำหรับแผนหลังจากเปิดตัวโครงการทองหล่อ บริษัทยังมองหาโอกาสและที่ดินที่อยู่ระหว่างการพิจารณา รวมถึงการศึกษาการพัฒนาโครงการสำนักงานและโครงการรูปแบบอื่น ๆ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้

“A Asset วางเป้าหมายให้การพัฒนาโครงการไม่ได้จบลงในวันที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ แต่ต้องสามารถบริหารและดูแลพื้นที่ต่อเนื่องในระยะยาว โดยใช้ประสบการณ์ด้านวิศวกรรม การบริหารสินทรัพย์ และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จากไทย ญี่ปุ่น และเวียดนาม เป็นฐานในการสร้างธุรกิจในประเทศไทยต่อไป”นายนายอนวัชกล่าว

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันโครงการทองหล่อ ยังอยู่ระหว่างรอการอนุมัติรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนในต้นปีหน้าและพร้อมจะเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการ และคาดว่าภายในไตรมาส 3 ปี 2570 จะเริ่มเปิดการขายในส่วนของแบรนด์เดดเรสซิเดนซ์อย่างเป็นทางการ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน