บริษัท เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ SAFE เดินหน้าขยายธุรกิจเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ วางเป้าหมาย 3-5 ปี เพิ่มจำนวนครอบครัวที่อยู่ในการดูแลจากประมาณ 40,000 ครอบครัว เป็น 50,000 ครอบครัว พร้อมผลักดันรายได้และกำไรเติบโตเฉลี่ย 10-15% ต่อปี ผ่านการขยายบริการตลอดเส้นทางการมีบุตร ควบคู่การเปิดตลาดใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นพ.วิวัฒน์ กว้างคณานุรักษ์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ SAFE เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า บริษัทจะมุ่งขยายฐานผู้ใช้บริการทั้งคนไทยและต่างชาติ โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนครอบครัวที่อยู่ในการดูแลจากปัจจุบันประมาณ 40,000 ครอบครัว เป็น 50,000 ครอบครัว พร้อมตั้งเป้ารายได้และกำไรเติบโตเฉลี่ย 10-15% ต่อปี จากการขยายบริการให้ครอบคลุมตลอด Full Patient Journey และการเพิ่มตลาดใหม่
รุกความร่วมมือภาครัฐ ขยายโอกาสคนไทยเข้าถึงบริการ
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของ SAFE คือการขยายความร่วมมือกับภาครัฐ โดยปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างหารือกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อศึกษาการเข้าร่วมโครงการให้บริการตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์จากเลือดแม่ หรือ NIPT โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นการให้บริการภายใต้โครงการ สปสช. ในปี 2570
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดต่อยอดความร่วมมือไปสู่บริการฉีดเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก หรือ IUI สำหรับผู้ใช้สิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดและเงื่อนไข ก่อนเข้าสู่กระบวนการทำข้อตกลงอย่างเป็นทางการ
SAFE ยังมองโอกาสขยายความร่วมมือไปยังระบบประกันสังคมในอนาคต โดยมองว่าการผลักดันเรื่องดังกล่าวจำเป็นต้องใช้เวลาและทยอยพัฒนาสิทธิประโยชน์ให้เหมาะสมกับความต้องการของประชาชน หลังหลายประเทศในเอเชียเริ่มให้ความสำคัญกับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการมีบุตร เพื่อรับมือกับอัตราการเกิดที่ลดลง
“เรามองว่าตลาดไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก หากภาครัฐเข้ามาสนับสนุน เพราะการมีบุตรเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ของครอบครัว และการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายจะทำให้คนเข้าถึงบริการได้มากขึ้น”
ขยายฐานต่างชาติ ลดพึ่งตลาดเดิม
ปัจจุบัน SAFE มีสัดส่วนลูกค้าต่างชาติประมาณ 50% ของผู้ใช้บริการทั้งหมด โดยมีฐานลูกค้าจากจีน อินเดีย เวียดนาม สิงคโปร์ และญี่ปุ่น ขณะที่ตลาดจีนซึ่งเคยเป็นตลาดหลักเริ่มมีสัดส่วนลดลง บริษัทจึงเดินหน้ากระจายฐานลูกค้าไปยังประเทศอื่น เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
หนึ่งในตลาดที่บริษัทให้ความสำคัญคือญี่ปุ่น ซึ่งมองว่ามีศักยภาพจากการที่ภาครัฐเริ่มสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการรักษาภาวะมีบุตรยากและการฝากไข่ในลักษณะร่วมจ่าย ขณะเดียวกัน SAFE ยังมองโอกาสในตลาดเกาหลีใต้ ไต้หวัน และมาเลเซีย รวมถึงประเทศอื่นในเอเชียที่ภาครัฐเริ่มให้ความสำคัญกับปัญหาอัตราการเกิดลดลง
โดยเฉพาะตลาดเกาหลีใต้ที่มีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นความต้องการใช้บริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
อย่างไรก็ตาม ตลาดต่างชาติยังมีความผันผวนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และสถานการณ์ของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะตลาดกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความสัมพันธ์และการเดินทางระหว่างประเทศ ส่งผลให้บริษัทต้องเร่งกระจายฐานลูกค้าและเพิ่มตลาดใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดต่างประเทศ
ดัน Preserve-Prevent รับเทรนด์วางแผนมีบุตร
ขณะเดียวกันในโอกาสที่บริษัทการก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 ในการทำธุรกิจ บริษัทพร้อมพัฒนาเทคโนโลยีตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อนอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันได้นำเทคโนโลยีตรวจคัดกรองโครโมโซมตัว PGTseq มาให้บริการในประเทศไทยร่วมกับพันธมิตร JUNO Genetics จากสหรัฐอเมริกา
พร้อมมองการเติบโตในระยะต่อไป จะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการรักษาผู้มีบุตรยาก แต่จะขยายบริการไปสู่การดูแลตลอดเส้นทางการมีบุตร ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมก่อนมีบุตร การฝากไข่และสเปิร์ม การตรวจยีนและโครโมโซม ไปจนถึงการรักษาและย้ายตัวอ่อนในวันที่มีความพร้อม
แนวทางดังกล่าวสอดรับกับพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่แต่งงานและมีบุตรช้าลง รวมถึงให้ความสำคัญกับการวางแผนการมีบุตรล่วงหน้า ทำให้ตลาดบริการ Preserve และ Prevent มีแนวโน้มได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น ทั้งการฝากไข่ ฝากสเปิร์ม และการตรวจยีนเพื่อประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า
นพ.วิวัฒน์ กล่าวว่า บริษัทต้องการพัฒนา SAFE ให้เป็น “Fertility Partner” ที่ดูแลครอบครัวตั้งแต่ก่อนเริ่มวางแผนมีบุตร ไปจนถึงการมีบุตรที่แข็งแรง โดยวางแนวทางการให้บริการภายใต้ 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ Prepare การเตรียมความพร้อม, Preserve การรักษาทางเลือกในการมีบุตร และ Prevent การป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า
ต่อจิ๊กซอว์จากคลินิกสู่ห้องแล็บพันธุศาสตร์
นอกจากการขยายฐานผู้ใช้บริการ SAFE ยังเดินหน้าต่อยอดธุรกิจจากคลินิกสู่โครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ ผ่านการขยายธุรกิจห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ทางพันธุศาสตร์ ภายใต้บริษัท เน็ก เจนเนอร์เรชั่น จีโนมิค จำกัด หรือ NGG Thailand
NGG Thailand ให้บริการตรวจวิเคราะห์ด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และเวชศาสตร์มารดาและบุตรแก่สถานพยาบาลภาครัฐและเอกชนชั้นนำ รวมถึงคลินิกสูตินรีเวชทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดย SAFE มองว่าธุรกิจห้องปฏิบัติการเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตในภาพรวม และรองรับทั้งผู้ใช้บริการของบริษัทและสถานพยาบาลอื่น
บริษัทลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเทคโนโลยีการแช่แข็งไข่และสเปิร์ม รวมถึงการตรวจโครโมโซมและพันธุกรรม พร้อมมีความร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศเพื่อยกระดับเทคโนโลยีด้านการตรวจวิเคราะห์ทางพันธุศาสตร์
เจาะตลาด LGBTQ+ เพิ่มโอกาสสร้างครอบครัว
SAFE ยังมองเห็นโอกาสจากกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ+ ซึ่งมีความต้องการสร้างครอบครัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะคู่รักเพศหญิงที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ได้มากขึ้น
ส่วนคู่รักเพศชายยังมีข้อจำกัดด้านกระบวนการอุ้มบุญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง บริษัทจึงติดตามการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายและแนวทางการให้บริการ เพื่อเตรียมรองรับความต้องการสร้างครอบครัวของกลุ่มดังกล่าวในอนาคต
ใช้ AI คุมต้นทุน รับเป้ารายได้ปี 2570 โต 10-15%
ด้านการบริหารต้นทุน SAFE เตรียมนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยเฉพาะงานบัญชี การตลาด และทรัพยากรบุคคล ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานประมาณ 180 คน และยังไม่มีแผนเลิกจ้างจำนวนมาก แต่จะบริหารกำลังคนผ่านการเกษียณ การลาออก และการนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนงานบางส่วน เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายโดยไม่กระทบต่อการให้บริการ
สำหรับเป้าหมายการเติบโตในปีนี้ บริษัทมองว่ารายได้มีแนวโน้มทรงตัวจากปีก่อน ขณะที่ปี 2570 ตั้งเป้ารายได้เติบโต 10-15% จากการขยายตลาดและบริการใหม่ ส่วนเป้าหมายระยะ 3-5 ปี ยังคงมุ่งเพิ่มจำนวนครอบครัวที่อยู่ในการดูแลจาก 40,000 ครอบครัว เป็น 50,000 ครอบครัว พร้อมรักษาการเติบโตของรายได้และกำไรเฉลี่ย 10-15% ต่อปี
IVF โตสวนทางอัตราเกิดลด
สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรม นพ.วิวัฒน์ กล่าวว่า ตลาดเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ หรือ IVF ยังมีแนวโน้มเติบโต แม้อัตราการเกิดทั่วโลกจะลดลง โดยยกกรณีศึกษาประเทศญี่ปุ่นที่ยอดการเกิดรวมลดลงต่ำกว่า 7 แสนคน แต่สัดส่วนเด็กที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์เพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 8 คนของเด็กเกิดใหม่ทั้งหมด
ขณะที่รายงาน Global Market Insights ประเมินว่าตลาด IVF โลกขยายตัวแตะกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินตลาด IVF ไทยเติบโตแตะ 6,000 ล้านบาท
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้บริการแบบ Full Patient Journey มากขึ้น ตั้งแต่การประเมินภาวะเจริญพันธุ์ในวัยหนุ่มสาว การฝากเซลล์สืบพันธุ์ การตรวจคัดกรองพันธุกรรม ไปจนถึงการย้ายตัวอ่อนแช่แข็งเมื่อมีความพร้อม
สำหรับ SAFE จึงมองการมีบุตรในมิติใหม่ จากเดิมที่เป็นเพียงการรักษาภาวะมีบุตรยาก สู่การวางแผนล่วงหน้า การรักษาทางเลือก และการบริหารความเสี่ยง เพื่อเพิ่มโอกาสในการมีบุตรและสร้างครอบครัวในอนาคต