หอการค้าฯ ชง รมว.คมนาคม ปลดล็อก-ยกระดับระบบ Air Cargo สุวรรณภูมิ ชูมาตรการเร่งด่วน–กลาง–ยาว รองรับการเติบโต เสริมความเชื่อมั่นด้านการค้าระหว่างประเทศ
นายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการ Logistics & Supply Chain สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลัง นำคณะผู้แทน หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เข้าพบหารือ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ว่า
ในการหารือครั้งนี้ได้นำเสนอรายงานและข้อเสนอแนะเรื่อง “การยกระดับประสิทธิภาพระบบ Air Cargo ของ ประเทศไทย: กรณีศึกษาปัญหาความแออัด ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” พร้อมแนวทางแก้ไขข้อจำกัดของระบบการขนส่งสินค้าทางอากาศ ทั้งในระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว
โดยการขนส่งสินค้าทางอากาศมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ และการส่งออกของไทย ซึ่งในช่วงเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 ประเทศไทยมีมูลค่าการค้าผ่านทางอากาศประมาณ 5.53 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการส่งออกประมาณ 2.42 ล้านล้านบาท หรือ ราว 1 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด สินค้าสำคัญ ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตรและอาหาร รวมถึงสินค้ามูลค่าสูงที่ต้องอาศัยความรวดเร็ว และความแน่นอนในการขนส่ง สะท้อนให้เห็นว่าประสิทธิภาพของระบบ Air Cargo มีผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
จากการติดตามปัญหาและรวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าความแออัดที่เกิดขึ้นไม่ได้มีสาเหตุจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องกับหลายส่วน ทั้งพื้นที่รองรับสินค้า กำลังคน อุปกรณ์ การตรวจสอบความปลอดภัย ขั้นตอนการทำงาน และการประสานงานระหว่างหน่วยงาน
ดังนั้นการแก้ไขจึงต้องพิจารณาการทำงานที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ไม่ใช่แก้เฉพาะจุดใดจุดหนึ่งประกอบกับในช่วงที่ผ่านมา เกิดฝนตกหนักทำให้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ ซึ่งยิ่งกระทบต่อปัญหาเที่ยวบินล่าช้า และมีการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก ผู้โดยสารตกค้าง และสัมภาระล่าช้าหรือตกค้าง สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้โดยสาร นักธุรกิจ และผู้ประกอบการจำนวนมาก
ทั้งนี้ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ติดตามปัญหาความแออัด และข้อจำกัดของระบบ Air Cargo ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 ของปี 2568 และได้นำประเด็นดังกล่าวหารือในที่ประชุมคณะกรรมการ Logistics & Supply Chain อย่างต่อเนื่อง
จนในเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งคณะกรรมการฯ มีมติให้จัดทำรายงานและข้อเสนอแนะเพื่อยกระดับประสิทธิภาพระบบ Air Cargo ของประเทศไทย เพื่อนำเสนอต่อรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จนนำมาสู่การเข้าหารือในวันนี้
เหตุการณ์ช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา จึงไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการติดตามปัญหา แต่ทำให้ข้อจำกัดที่สะสมอยู่ปรากฏชัดขึ้น เมื่อสินค้าขาเข้าสะสม และเกิดความแออัดจนส่งผลต่อการให้บริการ และนำไปสู่การประกาศ Embargo ภายหลังการเร่งประสาน และดำเนินมาตรการร่วมกัน การบินไทยได้ประกาศยกเลิก Embargo เมื่อวันที่ 30 กันยายน และกลับมารับขนส่งสินค้าได้ตามปกติ
เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็น ในการเตรียมระบบให้พร้อมรองรับ ทั้งภาวะปกติ ช่วงที่มีปริมาณสินค้าสูง และเมื่อเกิดเหตุขัดข้อง โดยเฉพาะในช่วง Peak Season ปลายปี จึงเกิดเป็นข้อเสนอมาตรการ 3 ระยะ ประกอบด้วย
มาตรการเร่งด่วนในช่วง 0–6 เดือน หอการค้าฯ เสนอให้เร่งเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจและรองรับสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่ตรวจสอบด้วยเครื่อง X-ray ได้ยาก ซึ่งปัจจุบันอาจใช้เวลานาน และเป็นหนึ่งในคอขวดสำคัญ พร้อมเพิ่มทางเลือกด้านพื้นที่คลังสินค้า เร่งเตรียมกำลังคน และอุปกรณ์ให้เพียงพอในช่วงที่มีปริมาณสินค้าสูง และจัดทำแผนรองรับเหตุขัดข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าสะสมจนกระทบต่อการให้บริการ
ระยะกลาง 6–24 เดือน เสนอให้เพิ่มขีดความสามารถของคลังสินค้า และพื้นที่รองรับที่มีอยู่ พัฒนาทางเลือกในการตรวจสอบสินค้าที่รวดเร็ว และเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย รวมทั้งขยายระบบที่ทำให้สินค้าสามารถผ่านกระบวนการรักษาความปลอดภัยจากต้นทางก่อนเข้าสู่สนามบิน เพื่อลดภาระการตรวจและความแออัดในพื้นที่คลังสินค้า ตลอดจนพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถวางแผนพื้นที่ กำลังคน และอุปกรณ์ได้ล่วงหน้า
และระยะยาวตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป เสนอให้เพิ่มขีดความสามารถเชิงโครงสร้าง โดยเร่งพัฒนาคลังสินค้าแห่งที่ 3 และเตรียมพื้นที่รองรับการเติบโตของ Air Cargo ในอนาคต ควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ สามารถดำเนินกระบวนการรักษาความปลอดภัยสินค้าได้ตั้งแต่ต้นทาง รวมถึงพัฒนาพื้นที่ และระบบสนับสนุนสำหรับผู้ประกอบการและ SMEs เพื่อให้สุวรรณภูมิสามารถรองรับการเติบโตของ การขนส่งสินค้าทางอากาศในระยะยาวได้อย่างเพียงพอ
นอกจากมาตรการทั้ง 3 ระยะ หอการค้าฯ ได้เสนอให้มีกลไกร่วมภาครัฐ–เอกชน ในระดับกระทรวง เพื่อติดตามประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน โดยไม่ซ้ำซ้อนกับกลไกระดับปฏิบัติการที่มีอยู่ พร้อมกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบ กรอบเวลา และตัวชี้วัดผลของแต่ละมาตรการให้ชัดเจน ครอบคลุมแต่ละมิติ และยกระดับปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ในระดับปฏิบัติการไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาเพื่อให้การแก้ไขเกิดผลอย่างต่อเนื่อง
โดยจากการหารือครั้งนี้ นายพิพัฒน์ฯ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานคณะทำงานฯ และมอบหมายให้สำนักงานนโยบาย และแผนการขนส่ง และจราจร (สนข.) ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ เพื่อประสานและติดตามการแก้ไขปัญหา Air Cargo ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม