ม.หอการค้าไทย เผยผลกระทบจากน้ำท่วม ทั้งภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว ฉุดเศรษฐกิจ 1.7-3 หมื่นล้านบาท แต่ไม่ส่งผลกับภาพรวมคงเป้าจีดีพีที่ 2.2-2.5%
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ และธุรกิจ ม.หอการค้าไทยเปิดเผยถึงผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจจากสถานการณ์น้ำท่วม ระหว่างวันที่16 ก.ย.-4 ต.ค. 2569 ว่าได้เกิดน้ำท่วมในรวม 48 จังหวัดนานเฉลี่ยประมาณ 11 วัน ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร 1.6 ล้านไร่ คิดเป็น 1.1% ของพื้นที่เกษตรทั้งประเทศ นาข้าวเสียหายสูงสุด 1.33 ล้านไร่
ภาคอุตสาหกรรมน้ำท่วมอมตะซิตี้ 1 นิคมจากทั้งหมด 68 แห่งคิดเป็น 1.5% และโรงงานได้รับผลกระทบ 34 แห่งราว 0.7% โดยมีค่ายรถหยุดผลิตชั่วคราว 2 แห่ง คือ โตโยต้า และฮอนด้า ตัวโรงงานไม่ได้ถูกน้ำท่วม
ขณะที่ภาคบริการโดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวกระทบไม่มาก เนื่องจากมีเพียง 1 สายการบินที่ได้รับผลกระทบ คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะหายไปเพียง 1.2-2.4 หมื่นคน หรือราว 575-1,150 ล้านบาท อัตราเข้าพักโรงแรมใน กทม.ลดลงไม่เกิน 10% ทำให้คาดว่ารายได้ท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 0.04–0.07% แต่จะสามารถกลับมาพลิกฟื้นได้ในช่วงปลายปีซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่น
ทั้งนี้เนื่องจากสถาณการณ์น้ำท่วมในแต่ละพื้นที่ ยังมีความไม่แน่นอน หอการค้าไทยจึงมีการประเมิณผลกระทบออกเป็น 3 กรณี คือ 1.กรณีฐานซึ่งเป็นไปได้มากที่สุด คาดว่าน้ำท่วมครั้งนี้จะส่งผลกระทบทำให้เศรษฐกิจไทยเสียหาย 22,500 ล้านบาท ฉุดจีดีพีลดลง 0.11% 2.กรณีดีกว่า สถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายได้เร็ว คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเสียหาย 17,000 ล้านบาท ฉุดจีดีพีลดลง 0.09% และ 3.กรณีแย่กว่า กรณีน้ำท่วมยืดเยื้อ เศรษฐกิจจะเสียหาย 29,500 ล้านบาท ฉุดจีดีพีลดลง0.15%
โดยจังหวัดที่ได้รับผลกระทบสูงสุดคือ กรุงเทพมหานคร รวม 10,083 ล้านบาท รองลงมาคือภาคตะวันออก 5965 ล้านบาท ปริมณฑล 3,900 ล้านบาท ภาคกลาง 1,981 ภาคเหนือ 514 ล้านบาท และภาคตะวันนออกเฉียงเหนือ 97 ล้านบาท
“คาดว่าน้ำท่วมครั้งนี้จะไม่ยืดเยื้อนาน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไม่มากระหว่าง 1.7-3 หมื่นล้านบาท อาจจะฉุดจีดีพีให้ลดลง 0.11-0.15% ไม่น่าจะกระทบเศรษฐกิจภาพรวม โดยหอการค้าไทยยังคงคาดการณ์จีดีพีไทยปีนี้ไว้ที่ 2.2-2.5%” นายธนวรรธน์ กล่าว
นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า เพื่อจำกัดความเสียหายรัฐบาลควรดำเนินการ 4 ด้าน คือ 1.เร่งฟื้นอุปสงค์ภาคบริการทันทีที่น้ำลด กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ร่วมกับ ททท. กรุงเทพมหานคร และจังหวัดชลบุรี จัดแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยว และการจับจ่ายในพัทยา และย่านการค้ากรุงเทพฯ ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม เพราะภาคบริการคิดเป็น 67% ของความเสียหาย และชดเชยคืนได้น้อยที่สุด
2.รักษารายได้แรงงานรายวัน และแรงงานนอกระบบ โดยกระทรวงแรงงาน ร่วมกับสำนักงานประกันสังคมจ่ายเงินชดเชยรายได้ระยะสั้น และจัดการจ้างงานเร่งด่วนในงานฟื้นฟูภายในเดือนตุลาคม เพื่อเข้าถึงกลุ่มที่มาตรการพักหนี้ และสินเชื่อไปไม่ถึง
3.ตั้งศูนย์ประสานห่วงโซ่อุปทานภาคตะวันออกกระทรวงอุตสาหกรรม กนอ. กรมทางหลวง และสภาอุตสาหกรรมฯ จัดเส้นทางขนส่งสำรอง และแจ้งแผนระบายน้าล่วงหน้าแก่ผู้ประกอบการทันที เพื่อลดความเสียหายภาคอุตสาหกรรม 6,400 ล้านบาท
และ4.เร่งสำรวจความเสียหาย และจ่ายเงินเยียวยาเกษตรกรกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับ GISTDA ประเมินพื้นที่นาข้าวที่ท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำท่าจีน แทนการสำรวจภาคสนามทั้งหมด และจ่ายเงินเยียวยาให้ได้ภายในเดือนพฤศจิกายน