“สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ชี้โจทย์ใหญ่ตลาดทุนไทยไม่ใช่แค่ดัชนีขึ้นหรือลง แต่ต้องกลับมาทบทวนบทบาทการเป็นแหล่งระดมทุนเพื่อพัฒนาประเทศ เร่งสร้างความเชื่อมั่นและธรรมาภิบาล พร้อมปรับโครงสร้างรองรับธุรกิจอนาคต หลังนักลงทุนต่างชาติเริ่มตั้งคำถามศักยภาพการเติบโตของไทย ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ มี 865 บริษัทจดทะเบียน มาร์เก็ตแคปแตะ 20 ล้านล้านบาท

วันที่ 7 ต.ค. 2569 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานรำลึกวาระ 100 ปีชาตกาล ศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บทเรียนสำคัญจากอาจารย์สังเวียนคือการมองเห็นการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้าและลงมือทำทันที โดยเฉพาะการวางรากฐานตลาดทุนไทย ซึ่งไม่ได้มุ่งสร้างตลาดหุ้นเพื่อการซื้อขายหรือเก็งกำไรเท่านั้น แต่ต้องการสร้าง ระบบนิเวศของการระดมทุน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและประเทศในระยะยาว

นายสมคิดกล่าวว่า ปัจจุบันตลาดทุนไทยจำเป็นต้องกลับมาทบทวนตัวเองว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร และสามารถตอบโจทย์เศรษฐกิจไทยในอนาคตได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจและพฤติกรรมการลงทุนของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไป นักลงทุนจำนวนหนึ่งหันไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ขณะที่ธุรกิจใหม่และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตยังไม่ได้เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของตลาดทุนไทยมากนัก

“สมคิด” ระบุว่า หากตลาดทุนมีเพียงธุรกิจธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ หรืออุตสาหกรรมแบบเดิมๆ ก็ต้องตั้งคำถามว่า จะสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาถือหุ้นเพื่อการลงทุนระยะยาวได้อย่างไร ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องมองไปข้างหน้าและทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงาน ก.ล.ต. และสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อดึงธุรกิจหรืออุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพเข้ามาสู่ตลาดทุนไทย

ขณะเดียวกัน สิ่งที่ต้องเร่งสร้างควบคู่กันคือ ความเชื่อมั่น หรือ Trust โดยเห็นว่าการตรวจสอบและการลงโทษกรณีเกิดการกระทำผิดในตลาดทุนต้องมีความรวดเร็ว เพราะหากใช้เวลานาน ความเสียหายและความไม่เชื่อมั่นจะขยายตัวจนกระทบความน่าเชื่อถือของตลาดโดยรวม

“สิ่งที่ถูกต้องก็คือถูกต้อง แม้ไม่มีใครทำ สิ่งที่ผิดก็คือผิด แม้ทุกคนทำ” เป็นหลักคิดที่นายสมคิดย้ำว่าเป็นบทเรียนสำคัญจากอาจารย์สังเวียน และเป็นหลักที่ตลาดทุนไทยต้องนำกลับมาใช้ในการสร้างธรรมาภิบาล

นายสมคิดยังเตือนว่า ไม่ควรหลอกตัวเองว่าตลาดหุ้นหรือเศรษฐกิจไทยจะกลับมาดีขึ้นเองในปีหน้า หากไม่ยอมรับว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่โครงสร้าง โดยยกมุมมองจากการหารือกับกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศว่า ปัจจุบันไทยถูกประเมินทั้งด้านความสามารถในการแข่งขันและบทบาททางภูมิรัฐศาสตร์ในอาเซียน และถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีข้อจำกัดด้านการเติบโต เมื่อเทียบกับสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม

ทั้งนี้ นายสมคิดมองว่า สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความจำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ปัญหา ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนตัวบุคคลหรือผู้บริหาร แต่ต้องแก้ที่โครงสร้างและวัฒนธรรมการทำงาน โดยเฉพาะเรื่องธรรมาภิบาล ซึ่งไม่ได้เกิดจากกฎระเบียบเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากพฤติกรรมของคนในระบบ

ด้าน นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่าตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้มีโอกาสศึกษารากฐานและแนวคิดของศาสตราจารย์สังเวียนมากขึ้น โดยเฉพาะหลักการเรื่องความถูกต้อง ความซื่อสัตย์สุจริต และความโปร่งใส ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับ Trust และ Integrity

นายอัสสเดชกล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้กำหนดแนวทาง “Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” หรือการเป็นประตูที่สร้างโอกาสอย่างน่าเชื่อถือให้แก่ทุกภาคส่วน พร้อมกำหนด Trusted Marketplace เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ต้องผลักดัน และยึดหลัก Integrity Always เป็นหนึ่งในคุณค่าหลักขององค์กร

ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ มีบริษัทจดทะเบียนประมาณ 865 บริษัท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมประมาณ 20 ล้านล้านบาท โดยนายอัสสเดชมองว่า การเติบโตดังกล่าวเป็นผลจากความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาล การบริหารจัดการ และความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทย

อย่างไรก็ตาม นายอัสสเดชเปรียบตลาดทุนไทยเป็นต้นไม้ ที่ศาสตราจารย์สังเวียนและคนรุ่นก่อนช่วยกันปลูกและวางรากฐานไว้จนเติบโตเป็นร่มเงาในปัจจุบัน แต่โจทย์จากนี้คือการปลูกต้นไม้ต้นใหม่ เพื่อรองรับเศรษฐกิจและตลาดทุนในอนาคต โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องสร้างความเชื่อมั่นและโอกาสใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตลาดทุนไทยยังคงมีบทบาทต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

อนึ่ง ศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ได้การยอมรับเป็นปรมาจารย์ผู้บุกเบิกการศึกษาบริหารธุรกิจไทย อดีตคณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ (ดำรงตำแหน่ง 2 สมัย ปี 2535–2538) เป็นผู้วางรากฐานตลาดทุนโปร่งใส ส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลและธรรมาภิบาล สร้างบุคลากรคุณภาพ

พร้อมถ่ายทอดปรัชญาและมรดกทางความคิด “สิ่งที่ถูกต้องคือถูกต้อง แม้ไม่มีใครทำสิ่งนั้น สิ่งที่ผิดคือผิด แม้ทุกคนทำสิ่งนั้น”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน