โตโยต้า เผยน้ำท่วมบริษัทซัพพลายเชนจมน้ำ ฉุดการผลิตเสียหาย 3 หมื่นคัน เร่งปรับแผนนำเข้าชิ้นส่วนแอร์แบ็ค-พรม “ศุภจี” รับลูก ชงรัฐลดภาษีอุ้มโรงงานน้ำท่วม
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้า สำโรง ว่าเป็นการเข้ามารับฟังแนวทางการรับมือผลกระทบจากภัยน้ำท่วม เบื้องต้นพบว่าโรงงานหลักของโตโยต้าทั้ง 3 แห่งน้ำไม่ท่วม แต่มีปัญหากระทบมาจากห่วงโซ่อุปทานหรือผู้ผลิตชิ้นส่วน ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะที่ไม่สามารถส่งมอบชิ้นส่วนสำคัญได้
ทั้งนี้ ภาครัฐรับพิจารณาข้อเรียกร้องของโตโยต้าอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักรใหม่และชิ้นส่วนทดแทนจากต่างประเทศ รวมถึงการนำค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมโรงงานและปรับปรุงเครื่องจักรมาหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า โดยผู้แทนภาครัฐรับปากจะนำเรื่องเข้าสู่การหารือกับกระทรวงการคลังและกรมสรรพากรโดยเร็วที่สุด เพื่อช่วยลดภาระต้นทุน และเร่งฟื้นฟูศักยภาพการผลิตของภาคยานยนต์ให้กลับมาเดินหน้าได้ตามปกติ
นายสมคิด ประดิษฐกำจรชัย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ว่าขณะนี้ ประกาศหยุดสายการผลิตชั่วคราวในโรงงานทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ สำโรง, เกตเวย์ และบ้านโพธิ์ เนื่องจากซัพพลายเออร์ประมาณ 14 รายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ถูกน้ำท่วมขังสูงถึง 50–70 ซม. จนไม่สามารถผลิตและจัดส่งชิ้นส่วนสำคัญอย่างพรมและถุงลมนินภัย ได้ ส่งผลกระทบให้ต้องปรับแก้ปัญหาด้วยการเร่งนำเข้าชิ้นส่วนบางประเภทจากญี่ปุ่นและเวียดนามเป็นการชั่วคราว
ทั้งนี้ จากการหยุดสายการผลิตดังกล่าว ส่งผลให้ยอดการผลิตรถยนต์ค้างสะสมตามแผนประเมินความเสียหายพุ่งสูงถึง 30,000 คัน ซึ่งกระทบต่อการจำหน่ายทั้งในประเทศและสัดส่วนการส่งออก โดยเบื้องต้นโรงงานสำโรงและเกตเวย์ต้องหยุดการผลิตจนถึงวันที่ 10 ของเดือนนี้ ขณะที่โรงงานบ้านโพธิ์คาดว่าจะต้องหยุดยาวถึงวันที่ 18 ซึ่งบริษัทกำลังวางแผนฟื้นฟูเป็น 2 ระยะ คือการเร่งช่วยซัพพลายเออร์กลับมาเปิดโรงงาน และการวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตเร่งด่วนเพื่อส่งมอบรถให้ลูกค้า
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งปรับปรุงระบบการแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมให้มีความแม่นยำ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ เนื่องจากระบบเตือนภัยที่ล่าช้าในครั้งนี้ทำให้โรงงานและซัพพลายเออร์ไม่สามารถเตรียมการรับมือได้ทัน จนน้ำทะลักเข้าท่วมเครื่องจักรได้รับความเสียหายหนัก พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือทางภาษีและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อช่วยผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานให้สามารถฟื้นตัวและป้องกันวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต