กระทรวงเกษตรฯ จับมือ FAO และ ADB เดินหน้าโครงการ RAP-T รับฟังผล Inception Mission เร่งประเมินห่วงโซ่คุณค่าภาคเกษตร พร้อมจัดทำพอร์ตการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ หนุนเกษตรไทยปรับตัวรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สอดรับแผน NAP ก่อนเดินหน้าสู่พื้นที่นำร่องในปี 2570

เมื่อวันที่ 7 ต.ค.2569 นายพงศ์ไท ไทโยธิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับคณะผู้แทนองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) โดยมี นายโรเบิร์ต ซิมป์สัน รองผู้แทนระดับภูมิภาค FAO ประจำเอเชียและแปซิฟิก และ นายชินโกะ คิมูระ ธนาคารพัฒนาเอเชีย ผู้เชี่ยวชาญ ADB ผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กระทรวงเกษตรฯ จับมือ FAO และ ADB เดินหน้าโครงการ RAP-T รับฟังผล Inception Mission เร่งประเมินห่วงโซ่คุณค่าภาคเกษตร พร้อมจัดทำพอร์ตการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ หนุนเกษตรไทยปรับตัวรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สอดรับแผน NAP ก่อนเดินหน้าสู่พื้นที่นำร่องในปี 2570

เพื่อรับฟังสรุปผลกิจกรรมเริ่มต้นโครงการ (Inception Mission) ภายใต้โครงการธุรกิจเกษตรที่ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย (Resilient Agribusiness Program Thailand: RAP-T) โดยมีเป้าหมายเพื่อประเมินห่วงโซ่คุณค่าและจัดทำพอร์ตการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ สนับสนุนการปรับตัวของภาคเกษตรไทยให้สอดรับกับแผนการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP)

สำหรับโครงการ RAP-T เป็นโครงการสนับสนุนทางวิชาการและการลงทุน (Technical Assistance) ที่ต่อยอดจากแผนการลงทุนด้านการเกษตรที่เท่าทันภูมิอากาศ (Climate-Smart Agriculture Investment Plan : CSAIP) เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนในสินค้าเกษตรที่มีความเสี่ยงสูง

อาทิ ทุเรียน มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พร้อมเสนอเพิ่ม กาแฟ ซึ่งเผชิญภาวะผลผลิตลดลงทั่วโลก จึงมุ่งส่งเสริมระบบวนเกษตรและการแปรรูปผลพลอยได้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชัง

ทั้งนี้ ผลการหารือกับหน่วยงานและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องสะท้อนว่า ข้อจำกัดหลักไม่ใช่การขาดแคลนเงินทุน แต่คือการขาดการเชื่อมโยงในห่วงโซ่คุณค่า โครงการจึงเสนอใช้กลไกพันธมิตรเพื่อการผลิต” (Productive Alliance: PA) โดยประสานความร่วมมือ 3 ฝ่าย ระหว่างภาครัฐ ผู้รับซื้อภาคเอกชน และสถาบันเกษตรกร เพื่อวางแผนธุรกิจและร่วมลงทุน ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบประกันภัยพืชผลตามดัชนีสภาพอากาศ และระบบข้อมูลภูมิอากาศเพื่อการเกษตร

รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเน้นย้ำทิศทางเชิงนโยบายว่า ปัจจัยสำคัญคือการพัฒนาเกษตรกรสู่การเป็น Smart Farmer ที่ปรับตัวและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างแท้จริง โดยได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ ดังนี้

1) ผลักดันสหกรณ์และเอกชนเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตร (Service Providers) ระบุว่าเกษตรกรรายย่อยมีพื้นที่ถือครองเฉลี่ยไม่มาก จึงไม่คุ้มค่าที่จะลงทุนซื้อเครื่องจักรกลหนักราคาสูง ภาครัฐจึงควรสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรหรือเอกชนลงทุนจัดหาเครื่องจักรและเทคโนโลยีแม่นยำ เช่น รถเตรียมดิน รถเก็บเกี่ยว โดรนเกษตร และระบบน้ำ เพื่อให้บริการแก่เกษตรกรในราคาที่เป็นธรรม

2) สร้างแรงจูงใจด้วยราคารับซื้อผลผลิตที่เพิ่มมูลค่า เสนอให้ผู้รับซื้อและสหกรณ์ตั้งราคารับซื้อที่สูงขึ้นสำหรับผลผลิตที่ผ่านมาตรฐานการเกษตรที่เท่าทันภูมิอากาศ (Climate-smart agriculture – CSA) ซึ่งเป็นแนวทางบริหารจัดการที่ช่วยเพิ่มผลผลิต สร้างความยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือกลุ่มสินค้าคาร์บอนต่ำ เพื่อจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต

3) เชื่อมโยงข้อมูลน้ำผ่านระบบ Agri-Map บูรณาการข้อมูลการบริหารจัดการน้ำและการคาดการณ์ภัยพิบัติจากกรมชลประทานเข้ากับแอปพลิเคชั่น Agri-Map เพื่อส่งตรงข้อมูลแจ้งเตือนล่วงหน้าให้เกษตรกรใช้วางแผนเพาะปลูกได้อย่างแม่นยำ และ

4) เสนอ “มะพร้าวน้ำหอม” เป็นพืชเศรษฐกิจเป้าหมายเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นพืชอัตลักษณ์ของไทยที่มีความต้องการในตลาดโลกสูง สามารถพัฒนาไปสู่การแปรรูปเพื่อลดต้นทุนการขนส่งผลสด อีกทั้งยังสอดรับกับโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ภายใต้ BCG โดยนำเศษวัสดุเหลือทิ้ง เช่น กาบและเปลือกมะพร้าว ไปแปรรูปเป็นถ่านชีวภาพ (Biochar) และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงอื่น ๆ

นอกจากนี้ สำหรับกรอบเวลาการดำเนินงาน ได้กำหนดลงพื้นที่เก็บข้อมูลเชิงลึกในกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการในเดือนพ.ย. 2569 พร้อมจัดทำร่างรายงานการศึกษาห่วงโซ่คุณค่า พอร์ตการลงทุน และการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ในเดือนธ.ค. 2569 ก่อนจัดประชุมรับรองผลการศึกษาร่วมกับทุกภาคส่วนช่วงต้นปี 2570 เพื่อสรุปแผนการลงทุนโครงการ RAP-T และเตรียมรับการสนับสนุนงบประมาณในการขับเคลื่อนสู่พื้นที่นำร่องต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน