IMF ชี้ศก.ไทยปี 69–70 โต 2.1% รับลงทุน AI-เทคฯ เตือนเสี่ยงราคาสินค้าโภคภัณฑ์พุ่ง เฟ้อสูง ตลาด AI กดดันโลก ย้ำเร่งฟื้นพื้นที่คลัง รักษาเสถียรภาพการเงิน

ซิลวานา เทนเรย์โร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook: WEO) ในการประชุมประจำปีของกลุ่มธนาคารโลกและ IMF ครั้งที่ 81 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยระบุว่า เศรษฐกิจเอเชียยังแสดงความยืดหยุ่นได้ดีท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะแรงส่งจากการลงทุนและการค้าเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ช่วยชดเชยแรงกดดันจากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์

สำหรับประเทศไทย IMF คาดการณ์เศรษฐกิจขยายตัว 2.1% ทั้งในปี 2569 และ 2570 หลังประเมินว่าไทยจะพ้นจากภาวะเงินฝืดที่เผชิญในปีก่อน โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 2.1% ในปี 2569 ก่อนลดลงเหลือ 1.7% ในปี 2570

IMF ระบุว่า แม้ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงต่อราคาพลังงานในตลาดโลก แต่ยังได้รับแรงสนับสนุนจากกระแสการเติบโตของ AI ในภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี เช่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย รวมถึงไทยในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม แรงส่งดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจไทยจะปลอดภัยจากความเสี่ยง เพราะการขยายตัวของ AI ยังกระจุกตัวอยู่ในบางประเทศ ภาคธุรกิจ และบริษัทขนาดใหญ่ หากตลาดปรับลดการประเมินผลตอบแทนจากการลงทุน AI อาจนำไปสู่การปรับฐานของราคาสินทรัพย์และลดความต้องการลงทุน ขณะที่ภัยคุกคามด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน

IMF ประเมินว่า การค้าโลกในช่วงปี 2566–2568 ขยายตัวสะสม 8.3% ขณะที่การค้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI เติบโตถึง 29% หากไม่รวมการค้าสินค้ากลุ่มนี้ การค้าโลกจะขยายตัวเพียง 4.6% สะท้อนบทบาทของ AI ที่มีต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ IMF วิเคราะห์สถานการณ์จำลองเกี่ยวกับ AI ไว้หลายกรณี ตั้งแต่การเติบโตที่สร้างผลิตภาพได้จริง ซึ่งจะช่วยหนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยไม่เพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อมากนัก ไปจนถึงกรณีที่การลงทุนยังขยายตัวแต่ผลิตภาพไม่เพิ่มตามคาด ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ไม่มากเท่าที่หวังและเผชิญเงินเฟ้อสูงขึ้น อีกกรณีคือการปรับลดความคาดหวังต่อผลกำไรจาก AI จนทำให้ความต้องการในระบบเศรษฐกิจลดลง

อีกด้านหนึ่ง ความเสี่ยงจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นอาจซ้ำเติมเศรษฐกิจโลก โดย IMF จำลองสถานการณ์ที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และเพิ่มขึ้น 17% และ 40% ในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ หากเกิดแรงกดดันเพิ่มเติมจากต้นทุนการกู้ยืมภาครัฐระยะยาวและการคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูงขึ้น การเติบโตของทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศตลาดเกิดใหม่ในปี 2570 อาจต่ำกว่าประมาณการพื้นฐาน 0.5–0.6 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่เงินเฟ้อจะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

IMF จึงเน้นย้ำว่า ประเทศที่มีหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณสูงจำเป็นต้องเริ่มปรับฐานะการคลัง เพื่อให้การขาดดุลและหนี้สาธารณะมีแนวโน้มลดลง พร้อมฟื้นฟูพื้นที่ทางการคลังไว้รองรับวิกฤตในอนาคต หากจำเป็นต้องช่วยเหลือประชาชน มาตรการควรมีระยะเวลาจำกัดและมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเปราะบาง แทนการใช้งบประมาณในวงกว้างจนเพิ่มแรงกดดันต่อราคาและฐานะการคลัง

ขณะเดียวกัน นโยบายการเงินต้องให้ความสำคัญกับเสถียรภาพด้านราคา โดยธนาคารกลางจำเป็นต้องรักษาระดับความเข้มงวดของนโยบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์เงินเฟ้อและเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ พร้อมคงความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบาย

สำหรับไทย ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรักษาแรงส่งจาก AI หรือประคองอัตราการเติบโตให้เป็นไปตามประมาณการ แต่ต้องเพิ่มความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกจากภายนอก ทั้งราคาพลังงาน ความผันผวนของตลาดการเงิน และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการสร้างพื้นที่ทางการคลัง รักษาเสถียรภาพทางการเงิน และยกระดับผลิตภาพของภาคธุรกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน