ถอดรหัส ‘เอกนิติ’ บนเวทีโลก ปลุกเอฟดีไอรอบใหม่ พลิกศก.ไทย ป้องซ้ำรอยปี 40

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในเวทีเสวนา Thailand Special Seminar: Bangkok 1991-2026: Thailand’s Path to Resilient, Inclusive Growth ในการประชุมประจำปีของกลุ่มธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ครั้งที่ 81 วันที่ 13 ต.ค. 2569 ว่า โจทย์เศรษฐกิจไทยวันนี้ไม่ใช่เพียงการเร่งอัตราการเติบโต แต่ต้องเปลี่ยนการลงทุนให้เป็นผลิตภาพที่สูงขึ้น พัฒนาคนให้ทันอุตสาหกรรมใหม่ และกระจายผลประโยชน์ไปสู่ธุรกิจไทยและประชาชนอย่างทั่วถึง โดยไม่ละเลยเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

บทเรียนจากช่วงทศวรรษ 1980 แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยวันนี้แตกต่างจากเมื่อครั้งเป็นเจ้าภาพการประชุมปี 1991 (พ.ศ.2534) อย่างสิ้นเชิง ขนาดเศรษฐกิจขยายใหญ่ขึ้นมากกว่า 3 เท่า ขณะที่รายได้ต่อหัวเพิ่มจากไม่ถึง 1,800 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นมากกว่า 8,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ไทยเคยใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ประกอบกับการแข็งค่าของเงินเยน ดึงดูดบริษัทญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียน จนช่วยเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจจากเกษตรกรรมสู่อุตสาหกรรมการผลิต โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก เช่น ระยอง ที่แรงงานภาคเกษตรเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น และสัดส่วนคนยากจนลดจากเกือบ 50% เหลือประมาณ 5%

“การเติบโตสูงถึง 8-10% ต่อปีในช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ไม่ได้เป็นหลักประกันความสำเร็จ เมื่อไทยพึ่งพาเงินกู้จากต่างประเทศจำนวนมากผ่านกลไก Bangkok International Banking Facilities (BIBF) จนสะสมความเสี่ยงทางการเงิน ก่อนลุกลามเป็นวิกฤตที่กระทบทั้งการจ้างงานและภาคธุรกิจ บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่การปฏิเสธการเติบโต แต่คือการสร้างการเติบโตบนฐานที่มั่นคง”

สำหรับโอกาสรอบใหม่ นายเอกนิติมองว่า ความต้องการกระจายฐานการผลิตและลดความเสี่ยงของบริษัทข้ามชาติ เปิดทางให้ไทยดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้มากขึ้น แต่ไทยต้องใช้เงินลงทุนเหล่านี้ยกระดับอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียงเพิ่มเม็ดเงิน โดยเปิดรับบุคลากรต่างชาติและองค์ความรู้เพื่อเพิ่มผลิตภาพภาคบริการ ควบคู่กับพัฒนาทักษะแรงงานไทยและเชื่อมโยงมหาวิทยาลัยเข้ากับภาคธุรกิจ ผ่านโครงการ Skill Bridge เพื่อให้การลงทุนใหม่สร้างโอกาสแก่คนไทยได้จริง

รัฐบาลยังเปิดให้ภาคเอกชนมีบทบาทกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรอัจฉริยะ การแปรรูปอาหาร อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ Future Mobility หรือระบบการเดินทางและขนส่งแห่งอนาคต รวมถึงต่อยอดบริการทางการแพทย์และสุขภาพ ตลอดจนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ไทยมีศักยภาพ

นายเอกนิติ เปรียบภาคเอกชนเป็นกองหน้าที่ทำประตู ส่วนภาครัฐเป็นกองกลางคอยสนับสนุน ทั้งการพัฒนาคนให้ตรงกับความต้องการของธุรกิจ การเชื่อมบริษัทกับมหาวิทยาลัยในภูมิภาค และการลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค เช่น ขั้นตอนขอใบอนุญาตทำงานของชาวต่างชาติ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดึงดูดบุคลากรและการลงทุน ขณะเดียวกัน ต้องกระจายโอกาสไปยังจังหวัดที่มีศักยภาพ เช่น ลำปาง นครราชสีมา และสงขลา ไม่ให้การพัฒนาและห่วงโซ่อุปทานกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ

หัวใจสำคัญคือการทำให้คนไทยและผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมใหม่ ผ่านการยกระดับทักษะเดิม (Upskill) และเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) นายเอกนิติเปรียบโอกาสลงทุนระลอกใหม่เสมือนรถไฟความเร็วสูงที่กำลังมาถึงไทย แต่มีพื้นที่จำกัด รัฐบาลจึงต้องเปิดทางให้คนและธุรกิจไทยขึ้นรถไฟขบวนนี้ได้ ไม่ใช่ปล่อยให้เงินลงทุนเติบโตโดยที่ประชาชนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงประโยชน์

ด้านเสถียรภาพ นายเอกนิติระบุว่า ไทยยังมีพื้นฐานสำคัญจากระบบธนาคารและเงินสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยเงินสำรองมีมูลค่าเกือบ 3 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ขณะที่วินัยการคลังยังเป็นปัจจัยสนับสนุนความเชื่อมั่น สะท้อนจากมุมมองของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ปรับจากเชิงลบเป็นมีเสถียรภาพ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีอยู่ที่ประมาณ 2.4% เทียบกับสหรัฐฯ ที่ประมาณ 5%

อย่างไรก็ตาม เมื่อไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยและกำลังแรงงานมีข้อจำกัด การเพิ่มจำนวนแรงงานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป ประเทศจึงต้องเร่งเพิ่มผลิตภาพและพัฒนาทุนมนุษย์ ควบคู่กับรักษาเสถียรภาพทางการเงิน เศรษฐกิจภายนอก และการคลัง เพื่อสร้างการเติบโตที่ยืดหยุ่นต่อความผันผวน และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในผลประโยชน์อย่างทั่วถึง หรือ Resilient and Inclusive Growth

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน