‘ณรงค์ชัย’ ชี้ทางรอดเศรษฐกิจไทย เร่งเครื่อง DX–NX ปลดล็อกธุรกิจ-แรงงาน
13ต.ค.2569-นายณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวในการประชุมประจำปีของกลุ่มธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ครั้งที่ 81 ว่า หากไทยต้องการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจในอนาคต จำเป็นต้องนำจุดแข็งที่สั่งสมมาตลอด 35 ปีมาต่อยอด พร้อมเร่งปรับตัวให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
นายณรงค์ชัยย้อนถึงพัฒนาการสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การเปิดเสรีการค้าที่ช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้ภาคส่งออก การเปิดเสรีทางการเงินที่แม้จะนำไปสู่บทเรียนราคาแพงจากวิกฤตปี 2540 แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาตลาดเงินและตลาดทุน การเปิดให้เอกชนมีบทบาทพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโทรคมนาคม พลังงาน และระบบขนส่ง ตลอดจนการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปี 2544–2545 ซึ่งช่วยขยายการเข้าถึงบริการสุขภาพและสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์
โดยส่วนตัวมองว่า บรรยากาศเศรษฐกิจโลกในปี 2569 แตกต่างจากปี 2534 อย่างมาก จากเดิมที่โลกเต็มไปด้วยความหวังหลังสงครามเย็น สู่ยุคที่ประเทศต่าง ๆ ต้องเผชิญความไม่แน่นอนและการแข่งขันที่ซับซ้อนขึ้น การเดินหน้าต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการรักษาจุดแข็งเดิม แต่ต้องเร่งสร้างความสามารถใหม่ให้เศรษฐกิจไทย
ชู DX–NX หัวใจเพิ่มผลิตภาพ
นายณรงค์ชัยเสนอให้ไทยให้ความสำคัญกับการปฏิวัติเทคโนโลยีดิจิทัลในวงกว้าง ไม่ใช่มุ่งเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพราะ AI เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ต Web 3.0 และรูปแบบธุรกิจและการเงินยุคใหม่ โดยเรียกการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลว่า DX (Digital Transformation)
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวต้องใช้พลังงานจำนวนมาก ไทยจึงต้องเดินหน้า NX หรือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการกระจายพลังงาน เพื่อให้เทคโนโลยีและพลังงานสนับสนุนกันอย่างเป็นระบบ
การพัฒนา DX และ NX ควบคู่กันจะช่วยยกระดับผลิตภาพ (Productivity) ซึ่งเป็นหัวใจของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป็นฐานสำคัญในการสร้างบริษัทแห่งอนาคต (Firm of the Future) โดยไทยสามารถต่อยอดอุตสาหกรรมเป้าหมาย 5 สาขา ทั้งการผลิตขั้นสูง เกษตรและอาหาร สุขภาพและสุขภาวะ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และสาขาอื่นที่มีศักยภาพตามข้อเสนอที่นำเสนอในเวที
ปรับโครงสร้างธุรกิจ เปิดรับคนเก่งจากทั่วโลก
อีกโจทย์ที่นายณรงค์ชัยมองว่าต้องเร่งแก้ คือการจัดสรรทรัพยากรในภาคธุรกิจ โดยชี้ว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตของไทยอยู่ที่ประมาณ 60% มาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่ายังมีเครื่องจักรและทรัพยากรบางส่วนที่ใช้ไม่เต็มศักยภาพ
นายณรงค์ชัยกล่าวว่าธุรกิจเอสเอ็มอี (SME) ที่อ่อนแอและไม่สามารถเติบโตอย่างยั่งยืนบางส่วนจำเป็นต้องมีช่องทางออกจากตลาดอย่างเหมาะสม เพื่อเปิดทางให้เงินทุน แรงงาน และทรัพยากรเคลื่อนไปสู่กิจการที่มีผลิตภาพสูงกว่า ไม่ใช่การยุติการสนับสนุนเอสเอ็มอีทั้งหมด แต่เป็นการปรับโครงสร้างเพื่อสร้างธุรกิจที่แข่งขันได้ในระยะยาว
พร้อมกันนี้ ไทยควรผ่อนคลายข้อจำกัดในการรับบริษัทต่างชาติ ผู้เชี่ยวชาญ และแรงงานต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเรียนรู้จากแนวทางของสิงคโปร์ เพราะบริษัทแห่งอนาคตและแรงงานแห่งอนาคตจำเป็นต้องอาศัยทักษะและความร่วมมือจากนานาชาติ
ปลดล็อกท้องถิ่น สร้างเมืองแห่งอนาคต
สำหรับการพัฒนาเมือง นายณรงค์ชัยเสนอให้รัฐบาลพิจารณาเพิ่มอิสระในการบริหารจัดการแก่จังหวัดที่มีความพร้อม โดยเฉพาะจังหวัดขนาดใหญ่ที่มีมหาวิทยาลัยและมีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจ พร้อมยกตัวอย่างขอนแก่นซึ่งเป็นพื้นที่ที่ตนทำงานและต้องการเห็นการบริหารจัดการตนเองมากขึ้น
การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นที่มีความพร้อมสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาของตนเองได้มากขึ้น จะช่วยเปิดโอกาสให้เกิดเมืองแห่งอนาคต (City of the Future) และเป็นอีกกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม หากไทยสามารถต่อยอดจุดแข็งเดิม พร้อมเร่งเปลี่ยนผ่านดิจิทัลและพลังงาน เพิ่มผลิตภาพ ปรับโครงสร้างธุรกิจ เปิดรับบุคลากรจากทั่วโลก และให้อิสระแก่เมืองที่มีศักยภาพมากขึ้น ก็จะช่วยเพิ่มความพร้อมของประเทศในการรับมือกับความท้าทายในอนาคต