IMF เตือนดอกเบี้ยขาขึ้น บีบการคลัง หนี้โลกเสี่ยงแตะ 100% ของจีดีพี

14ต.ค.2569-โรดริโก วัลเดส ชี้เศรษฐกิจโลกยังแกร่ง แต่ฐานะการคลังกลับถดถอย หนี้สาธารณะทั่วโลกมีแนวโน้มพุ่งแตะ 100% ของ GDP ภายในสิ้นทศวรรษ เตือนต้นทุนดอกเบี้ยสูงซ้ำเติมภาระหนี้ จี้ประเทศเสี่ยงเร่งปรับสมดุลการคลัง พร้อมออกแบบภาษีให้หนุนการลงทุนและการเติบโต

14ต.ค.2569-นายโรดริโก วัลเดส (Rodrigo Valdés) ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลัง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยในการแถลงข่าวรายงาน Fiscal Monitor ในเวทีการประชุมประจำปีของสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank) ปี 2569 หรือ IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศไทยระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค. 2569 ว่า แม้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของโลกในปีนี้ยังมีความยืดหยุ่น และแนวโน้มการเติบโตไม่ได้อ่อนแอลงตามที่กังวล แต่กลับแทบไม่มีสัญญาณว่าประเทศเศรษฐกิจหลักกำลังปรับฐานะการคลังให้ดีขึ้น ตรงกันข้าม ผลการคลังกลับแย่ลง

IMF ประเมินว่า ฐานะการคลังทั่วโลกถดถอยลงประมาณ 1.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เมื่อเทียบกับประมาณการเมื่อ 6 เดือนก่อน และมีขนาดการถดถอยใกล้เคียงกับผลการคลังในปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจที่ยังเติบโตได้ ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะสามารถควบคุมการขาดดุลและภาระหนี้ได้โดยอัตโนมัติ

อีกแรงกดดันมาจากมาตรการรับมือวิกฤตพลังงานในปี 2569 โดยหลายประเทศยังใช้มาตรการอุดหนุนหรือกดราคาพลังงานในวงกว้าง แทนการช่วยเหลือแบบเจาะจงและจำกัดระยะเวลา แม้บางประเทศเริ่มปล่อยให้ราคาสะท้อนภาวะขาดแคลนมากขึ้นแล้วก็ตาม

วัลเดสระบุว่า IMF ประเมินต้นทุนทางการคลังรวมของมาตรการเหล่านี้ไว้ประมาณ 1.5% ของ GDP โลก ขณะที่การกดราคาไม่ช่วยให้ความต้องการใช้พลังงานปรับตัวตามภาวะขาดแคลนได้เต็มที่ และมาตรการอุดหนุนในวงกว้างยังอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้มีรายได้สูงมากกว่ากลุ่มเปราะบาง จึงควรหันไปช่วยเหลือผู้ที่จำเป็นอย่างตรงจุด แทนการตรึงราคาพลังงานให้ทุกคน

แม้ IMF ยังคาดว่าดุลการคลังทั่วโลกจะปรับดีขึ้นในระยะต่อไป แต่ผลดังกล่าวยังไม่แน่นอน และแม้เกิดขึ้นจริง สัดส่วนหนี้สาธารณะทั่วโลกก็ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจนแตะ 100% ของ GDP ภายในสิ้นทศวรรษ

ดอกเบี้ยสูงทำให้การรักษาเสถียรภาพหนี้ยากขึ้น

วัลเดสเตือนว่า ต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จะค่อย ๆ ส่งผลต่อภาระหนี้ เนื่องจากรัฐบาลทยอยกู้ใหม่หรือรีไฟแนนซ์หนี้เดิมในช่วงเวลาหลายปี ทำให้ภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง และทำให้การรักษาเสถียรภาพหนี้ทำได้ยากกว่าเดิม

IMF ใช้ตัวชี้วัดส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ R-G อธิบายความเสี่ยงดังกล่าว หากอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าอัตราการเติบโต ภาระหนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลยังขาดดุลงบประมาณด้วย

ข้อมูลของ IMF แสดงให้เห็นว่า ส่วนต่างดังกล่าวกำลังติดลบน้อยลง และมีประเทศเพิ่มขึ้นที่อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าอัตราการเติบโต นั่นหมายความว่าแรงหนุนจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เคยช่วยให้หลายประเทศประคองภาระหนี้ได้ กำลังลดลง

วัลเดสจึงเสนอแนวทางสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ปรับระบบภาษีและองค์ประกอบรายจ่ายภาครัฐให้บิดเบือนกิจกรรมทางเศรษฐกิจน้อยลงและเอื้อต่อการเติบโต เร่งปรับสมดุลการคลังในประเทศที่มีหนี้สูงหรือมีความเสี่ยง และรับมือวิกฤตพลังงานด้วยการปล่อยให้ราคาสะท้อนภาวะขาดแคลน พร้อมช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่จำเป็นอย่างจำกัดและชั่วคราว

ชูปฏิรูปภาษี เพิ่มการเติบโตโดยไม่จำเป็นต้องลดรายได้รัฐ

สำหรับแนวทางปฏิรูปภาษี วัลเดสกล่าวว่า รายงาน Fiscal Monitor ฉบับนี้เสนอให้ประเทศต่าง ๆ ออกแบบระบบภาษีให้ดีขึ้น เพื่อเพิ่มการเติบโตโดยไม่จำเป็นต้องสูญเสียรายได้รัฐ หลักสำคัญคือการลดความบิดเบือนที่เกิดจากภาษี เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน การทำงาน และการผลิต พร้อมรักษาความสามารถในการจัดเก็บรายได้

IMF ระบุว่า ไม่มีรูปแบบการปฏิรูปแบบเดียวที่ใช้ได้กับทุกประเทศ แต่ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและข้อจำกัดของแต่ละแห่ง โดยผลการศึกษาของกองทุนพบว่า หากประเทศสามารถลดความบิดเบือนจากระบบภาษีให้ขยับจากระดับ 25% ไปสู่ระดับ 75% ของการกระจายตัวระหว่างประเทศ อาจช่วยเพิ่ม GDP ต่อหัวได้ประมาณ 3.5% ภายในเวลาไม่กี่ปี

รายงานยังให้ความสำคัญกับการออกแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีนิติบุคคลให้เป็นกลางมากขึ้น การปรับวิธีปฏิบัติทางภาษีที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนการลงทุน การสร้างแรงจูงใจให้คนทำงาน และการยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดเก็บภาษี เพื่อช่วยลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมายของธุรกิจและสนับสนุนผลิตภาพทางเศรษฐกิจ

จีนร่วมประคองประเทศประสบปัญหาสภาพคล่อง

ในประเด็นบทบาทของจีน วัลเดสกล่าวว่า จีนเป็นทั้งนักลงทุนและผู้ให้กู้ที่สำคัญของหลายประเทศ และมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาทางการเงินที่ซับซ้อน โดยเฉพาะกรณีที่ประเทศลูกหนี้เผชิญปัญหาสภาพคล่องและจำเป็นต้องประสานเจ้าหนี้หลายฝ่าย

เขาระบุว่า ความร่วมมือกับจีนช่วยให้สามารถสนับสนุนสภาพคล่องแก่ประเทศต่าง ๆ ผ่านการขยายระยะเวลาชำระหนี้หรือการช่วยเหลือในรูปแบบอื่นเพื่อพยุงดุลการชำระเงิน ทำให้ประเทศเหล่านั้นมีเวลาปรับตัว ทั้งนี้ การสนับสนุนสภาพคล่องดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าทุกกรณีต้องเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจาก IMF สถาบันการเงินระหว่างประเทศ และเจ้าหนี้ทวิภาคีอย่างเป็นทางการ

สำหรับประเทศไทย ประเด็นจาก IMF เป็นบริบทสำคัญต่อการวางนโยบายเศรษฐกิจและการคลังในระยะยาว โดยเฉพาะการรักษาความสามารถในการรองรับความผันผวน การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ และการจัดสรรงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้รัฐยังมีพื้นที่รองรับความเสี่ยงและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเหล่านี้เป็นคำแนะนำเชิงนโยบายในภาพรวม ไม่ใช่คำเตือนเฉพาะเจาะจงว่าไทยกำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่องเช่นเดียวกับประเทศที่กล่าวถึง หรือเป็นข้อสรุปว่าไทยจำเป็นต้องดำเนินมาตรการแบบเดียวกันทั้งหมด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน