Google Cloud เปิดให้บริการ Gemini 4 Argon และเปิดให้ประชาชนชาวไทยใช้งานผ่าน Gemini Enterprise บนแพลตฟอร์ม AiPASS ชูความสามารถ AI Agent ทำงานหลายขั้นตอนแทนมนุษย์ เพิ่มความแม่นยำ เร่งพัฒนาซอฟต์แวร์ และยกระดับความปลอดภัยไซเบอร์ มุ่งเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนการดำเนินงานภาคธุรกิจ

Google เดินหน้าขยายขีดความสามารถของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สู่ภาคธุรกิจ ด้วยการเปิดให้บริการ Gemini 4 Argon สำหรับลูกค้า Google Cloud พร้อมเปิดทางให้ประชาชนชาวไทยเข้าถึงผ่าน Gemini Enterprise บนแพลตฟอร์ม AiPASS โดยมุ่งยกระดับการใช้งาน AI จากเครื่องมือค้นหาข้อมูลและสร้างเนื้อหา ไปสู่ระบบ AI Agent ที่สามารถรับผิดชอบงานซับซ้อนหลายขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้นกระบวนการ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดระยะเวลาการทำงานขององค์กร

Gemini 4 Argon ได้รับการพัฒนาให้รองรับงานที่ต้องอาศัยการวางแผนและดำเนินการต่อเนื่อง ซึ่งอาจใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวัน โดยสามารถส่งมอบผลงานที่เสร็จสมบูรณ์และนำไปใช้งานต่อได้ทันที แตกต่างจากการใช้งาน AI ทั่วไปที่เน้นตอบคำถามหรือช่วยร่างเนื้อหา ทั้งนี้ ระบบยังสามารถรายงานผลเมื่อการดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และขอการยืนยันจากผู้ใช้ก่อนดำเนินการในขั้นตอนที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ เพื่อให้การทำงานอยู่ภายใต้ขอบเขตและเงื่อนไขที่กำหนด

ในด้านประสิทธิภาพการทำงาน Google ระบุว่า Gemini 4 Argon ทำผลงานได้โดดเด่นบน Vals Index ซึ่งเป็นดัชนีประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการทำงานในสาขาต่าง ๆ ได้แก่ การเงิน การเขียนโค้ด กฎหมาย และภาษี โดยเฉพาะงานที่ต้องการความแม่นยำและมีข้อกำหนดด้านกฎระเบียบเข้มงวด

ขณะที่ผลการทดลองใช้งานระยะแรกของ ServiceNow พบว่า Gemini 4 Argon ช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จในการทำงานได้ประมาณ 20% เมื่อเทียบกับ Gemini 3.8 Flash โดยเห็นผลลัพธ์ชัดเจนในงานด้านทรัพยากรบุคคลและการบริการลูกค้า สะท้อนแนวทางการนำ AI มาใช้สนับสนุนกระบวนการทำงานที่มีหลายขั้นตอนและต้องอาศัยการประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก

ความสามารถดังกล่าวอาจช่วยให้องค์กรจัดสรรทรัพยากรบุคคลไปทำงานที่ต้องใช้การตัดสินใจ การวางแผน และการสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น ขณะที่งานซ้ำซ้อนหรือกระบวนการที่ใช้เวลานานสามารถนำระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยดำเนินการได้

อีกหนึ่งจุดเด่นของ Gemini 4 Argon คือการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยทีมวิศวกรของ Google ที่ใช้งาน Argon ผ่าน Google Antigravity สามารถเพิ่มจำนวนการส่งโค้ดที่พัฒนาโดย AI Agent ได้มากกว่า 35% พร้อมลดการย้อนกลับไปใช้โค้ดเวอร์ชันเดิมลงเกือบหนึ่งในสาม

นอกจากนี้ ทีม Chrome ยังนำ Argon มาใช้ปรับโครงสร้างสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ที่ครอบคลุมไฟล์หลายร้อยไฟล์ในฐานโค้ด Chromium ซึ่งมีโค้ดรวมมากกว่า 40 ล้านบรรทัด ช่วยให้งานที่เดิมต้องใช้เวลาหลายเดือนสามารถดำเนินการเสร็จภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์

ความสามารถดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ AI Agent ในการสนับสนุนงานวิศวกรรมซอฟต์แวร์ที่มีความซับซ้อน ตั้งแต่การวิเคราะห์โครงสร้างระบบไปจนถึงการปรับปรุงโค้ดในวงกว้าง ซึ่งอาจช่วยลดระยะเวลาการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเพิ่มความคล่องตัวให้กับธุรกิจเทคโนโลยี

ด้านความปลอดภัย Google ระบุว่า Gemini 4 Argon มีความสามารถในการรับมือกับการโจมตีแบบ Indirect Prompt Injection ซึ่งเป็นการแฝงคำสั่งหรือบริบทที่เป็นอันตรายเพื่อชักนำให้ AI ทำงานผิดไปจากข้อกำหนด โดยทำผลงานได้ดีที่สุดในบรรดาโมเดลของ Google ที่เคยทดสอบ

สำหรับการทดสอบ CWE-Bench v1 ซึ่งประเมินความสามารถในการแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัย Argon ทำคะแนนได้ 68% และอยู่ในอันดับหนึ่งร่วมกับโมเดลอื่น ขณะที่การทดสอบ Gray Swan Indirect Prompt Injection พบว่า Argon ลดอัตราความสำเร็จของการโจมตีเหลือ 0.7% จากการทดสอบด้วยวิธีโจมตีที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบจำนวน 15 รูปแบบ

ขณะเดียวกัน Wiz ได้นำ Argon มาใช้ในโครงการ Scan for Good เพื่อสนับสนุนการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

การเปิดให้บริการ Gemini 4 Argon จึงเป็นอีกก้าวของการขยายการใช้ AI จากเครื่องมือช่วยทำงานทั่วไปสู่ระบบที่สามารถดำเนินงานซับซ้อนและต่อเนื่องได้มากขึ้น โดยมีทั้งภาคการเงิน กฎหมาย ทรัพยากรบุคคล การบริการลูกค้า และการพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นกลุ่มงานที่มีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้

สำหรับภาคธุรกิจ การนำ AI Agent มาใช้งานมีโอกาสช่วยเพิ่มผลิตภาพ ลดระยะเวลาการดำเนินงาน และเพิ่มความรวดเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงยังขึ้นอยู่กับลักษณะงาน คุณภาพของข้อมูล ระบบควบคุมความเสี่ยง และการกำกับดูแลการทำงานของ AI ภายในแต่ละองค์กร

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน