ช็อก! โกงออนไลน์ สูบเงินไทย 4.3 หมื่นล. วิทัย เร่งตัดวงจร บัญชีม้า–ทองคำ กู้เชื่อมั่น

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การฉ้อโกงทางการเงินและอาชญากรรมไซเบอร์ไม่ใช่เพียงปัญหาที่สร้างความเสียหายแก่ประชาชน แต่ยังเป็นความเสี่ยงต่อความเชื่อมั่นในระบบการเงิน และอาจบั่นทอนประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ควรได้รับจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งในด้านการลดต้นทุน เพิ่มความรวดเร็ว และขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงิน

ข้อมูลความเสียหายจากการฉ้อโกงทางการเงินของไทยสะท้อนว่า แม้สถานการณ์เริ่มดีขึ้น แต่เม็ดเงินที่สูญเสียยังอยู่ในระดับสูง โดยปี 2567 มีความเสียหายมากกว่า 43,000 ล้านบาท ก่อนลดลงเหลือ 32,000 ล้านบาทในปี 2568 และในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 9,000 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าจากการดำเนินมาตรการร่วมกัน แต่ยังจำเป็นต้องเร่งปิดช่องโหว่เพื่อไม่ให้ความเสียหายกลับมาเพิ่มขึ้น

ปัญหาสำคัญคือเงินที่ได้จากการหลอกลวงไม่ได้หยุดอยู่ที่บัญชีผู้เสียหายหรือบัญชีม้า แต่สามารถถูกโยกย้ายต่อไปเป็นเงินสด ทองคำ เงินตราต่างประเทศ และสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะ USDT ซึ่งเป็นสเตเบิลคอยน์ที่อ้างอิงมูลค่ากับดอลลาร์สหรัฐ ทำให้การแก้ปัญหาไม่อาจจำกัดอยู่เพียงการป้องกันการโอนเงินหรือกำกับดูแลธนาคารแต่ละแห่ง หากต้องติดตามและสกัดเส้นทางเงินตลอดทั้งระบบ

ในช่วงที่ผ่านมา ธปท.จึงเพิ่มความเข้มงวดในการรายงานธุรกรรมถอนเงินสดมูลค่าสูงกว่า 5 ล้านบาท รวมถึงธุรกรรมซื้อขายทองคำมูลค่าสูง ยกระดับการกำกับธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ และประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสริมการกำกับดูแลธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้องกับ USDT ควบคู่กับการทำงานร่วมกับสถาบันการเงินเพื่อป้องกันไม่ให้ระบบการเงินถูกใช้สนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมาย

อีกแนวทางสำคัญคือการสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล ระงับธุรกรรมต้องสงสัย และจัดการบัญชีที่เกี่ยวข้องได้รวดเร็วขึ้น โดยประเทศไทยได้ออกพระราชกำหนดเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อเสริมอำนาจทางกฎหมาย รองรับการระงับบัญชีและกำหนดความรับผิดชอบของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

นายวิทัยระบุว่า ภัยทางการเงินมีทั้งธุรกรรมที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาต และกลโกงที่หลอกให้เหยื่อโอนเงินด้วยตนเอง ซึ่งต้องอาศัยมาตรการป้องกัน ตรวจจับ ตอบสนอง และเยียวยาที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่การออกแบบบริการทางการเงินไปจนถึงการจัดการความเสียหายหลังเกิดเหตุ

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับ “Bangkok Blueprint for Fraud Resilient Financial Services” หรือพิมพ์เขียวกรุงเทพฯ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้บริการทางการเงินจากการฉ้อโกง ซึ่ง ธปท.ร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ผลักดันกรอบดำเนินงาน 5 เสาหลัก ได้แก่ การวางรากฐานเชิงยุทธศาสตร์และกฎหมาย การป้องกันตลอดวงจรความเสี่ยง การใช้มาตรการลดความเสี่ยงและการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ การขยายความร่วมมือทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ และการคุ้มครองผู้บริโภคควบคู่กับการสร้างความสามารถในการรับมือภัยทางการเงิน

นายวิทัยกล่าวว่า การยกระดับความปลอดภัยต้องเดินควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรม เพราะหากประชาชนไม่มั่นใจในการใช้บริการทางการเงินดิจิทัล ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการลดต้นทุนและขยายการเข้าถึงบริการก็อาจไม่เกิดขึ้นได้เต็มศักยภาพ ความร่วมมือของทุกภาคส่วนและระหว่างประเทศจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการลดความเสียหาย สกัดกระแสเงินทุนผิดกฎหมาย และรักษาความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินในระยะยาว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน