สัดส่วนหนี้ครัวเรือน Q2 ต่ำสุดในรอบ 25 ไตรมาส อาจเป็นภาพลวงตา จากข้อจำกัดการเข้าถึงสินเชื่อ หวั่นแรงงานโดนผลกระทบอุทกภัย ซ้ำเติมความเปราะบางด้านการชำระหนี้

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เผยแพร่บทวิเคราะห์สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยฉบับล่าสุด ระบุว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 85.2% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 25 ไตรมาส โดยมียอดคงค้างหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 16.43 ล้านล้านบาท ขยายตัวในระดับต่ำที่ 0.59%YOY

อย่างไรก็ดี แนวโน้มการลดลงดังกล่าวมีลักษณะเป็น Constraint-driven deleveraging หรือการลดหนี้ที่เกิดจากข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ สะท้อนจากการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินหลัก โดยสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์หดตัวที่ -2.3%YOY ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 9 สวนทางกับยอดสินเชื่อผ่านโรงรับจำนำที่ขยายตัวสูงถึง 16.9%YOY ซึ่งชี้ให้เห็นว่าครัวเรือนบางส่วน ต้องพึ่งพาแหล่งเงินกู้ที่มีเงื่อนไขยืดหยุ่นกว่าเพื่อประคองสภาพคล่อง

ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงทางการเงินของภาคครัวเรือน กำลังเปลี่ยนผ่าน จากการเร่งก่อหนี้ ไปสู่ปัญหาด้านสภาพคล่อง และความสามารถในการชำระหนี้ ท่ามกลางภาวะตลาดแรงงานที่อ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากดัชนีชี้วัดสำคัญดังนี้

1.อัตราการว่างงานเร่งตัวสูงขึ้น อัตราการว่างงานในเดือนสิงหาคมปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 1.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 26 เดือน ขณะที่อัตราการว่างงานของเยาวชน (อายุ 15-24 ปี) เร่งตัวขึ้นแตะ 6.9%

2.คุณภาพการจ้างงานถูกกดดัน: กลุ่มผู้ทำงานต่ำระดับ (ทำงานน้อยกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.4%YOY และชั่วโมงทำงานเฉลี่ยลดลง 0.4%YOY

  1. รายได้ฟื้นตัวในลักษณะ K-shaped: ค่าจ้างที่แท้จริงของแรงงานในระบบประกันสังคมขยายตัวเล็กน้อยที่ 0.9%YOY แต่ค่าจ้างที่แท้จริงของแรงงานอิสระ และแรงงานนอกระบบกลับหดตัวรุนแรงมากกว่า 10% ในไตรมาสที่ 2 เมื่อเทียบกับปี 2024

นอกจากนี้ สถานการณ์อุทกภัยในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคมที่ผ่านมา ได้กลายเป็นปัจจัยลบซ้ำเติมความเปราะบางด้านรายได้ในระยะสั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดย SCB EIC ประเมินว่า มีจำนวนคนทำงานที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสูงถึง 1.69 ล้านคน ซึ่งกระจุกตัวหนาแน่นที่สุดในพื้นที่เศรษฐกิจหลัก ได้แก่ จังหวัดสมุทรปราการ (4.45 แสนคน) และกรุงเทพมหานคร (4.20 แสนคน) โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานในภาคบริการ และแรงงานนอกระบบที่ได้รับค่าจ้างรายวัน ส่งผลให้เกิดภาวะรายได้หยุดชะงักชั่วคราว ในขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทรัพย์สินและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกัน

ทั้งนี้ แม้ SCB EIC จะคาดการณ์ว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยจะทยอยลดลงต่อเนื่องไปอยู่ที่ระดับ 83.5–84.5% ณ สิ้นปี 2026 ตามการขยายตัวของ Nominal GDP แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนว่าความเสี่ยงทางการเงินของครัวเรือนคลี่คลายลง ความเปราะบางของตลาดแรงงาน และความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญต่อความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มฐานราก ภาครัฐจึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการช่วยเหลือระยะสั้นที่ตรงจุดและทันการณ์ เพื่อประคองสภาพคล่อง และป้องกันไม่ให้ปัญหาการขาดสภาพคล่องระยะสั้น ลุกลามเป็นปัญหาหนี้เสีย (NPL) ในระยะยาว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน