ผู้ว่าฯ ธปท. เตือนภัยฉ้อโกง-ไซเบอร์พุ่งตามเทคฯ ชี้ AI พลิกโฉมการเงินโลก เปิดโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ ย้ำคุมเข้มมิจฉาชีพ สกัดย้ายไปยังระบบที่อ่อนแอกว่า
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในการเสวนา G30 International Banking Seminar ระหว่างการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group 2026 ว่า ระบบการเงินโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งหนี้สาธารณะสูง ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ การเงินนอกภาคธนาคาร และการพึ่งพาเทคโนโลยีร่วมกัน ทำให้โจทย์สำคัญของธนาคารกลางคือการสร้างสมดุลระหว่างการเปิดทางให้นวัตกรรมเติบโตกับการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน
การเงินดิจิทัลช่วยขยายการเข้าถึงบริการทางการเงิน โดยปัจจุบันผู้ใหญ่ทั่วโลกเกือบ 8 ใน 10 คนมีบัญชีทางการเงิน เพิ่มจากประมาณครึ่งหนึ่งในปี 2554 ขณะที่ AI มีศักยภาพมากกว่าการเพิ่มความเร็ว หรือลดต้นทุนบริการเดิม เพราะสามารถเพิ่มผลิตภาพ ช่วยตัดสินใจ และพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการประเมินสินเชื่อให้เอสเอ็มอึ และประชาชนที่มีประวัติเครดิตจำกัด หากผสานกับการแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปโทเคนดิจิทัล (Tokenization) ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการชำระเงินข้ามพรมแดน และการชำระราคา และส่งมอบหลักทรัพย์
สำหรับประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินดิจิทัลรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยพร้อมเพย์เปิดให้บริการมาแล้ว 10 ปี มีผู้ลงทะเบียนมากกว่า 83 ล้านราย และในปี 2568 มีมูลค่าธุรกรรมสูงถึง 54 ล้านล้านบาท มากกว่า 2 เท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
นายวิทัยระบุว่า พร้อมเพย์ช่วยพลิกโฉมการชำระเงินรายย่อย ขยายบริการทางการเงินดิจิทัลไปถึงประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและร้านค้าขนาดเล็ก อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีที่รวดเร็วและเชื่อมโยงกันมากขึ้นก็เพิ่มความเสี่ยงเช่นกัน การฉ้อโกงสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็ว ขณะที่ภัยไซเบอร์ และการหยุดชะงักในการดำเนินงานอาจกระทบสถาบันการเงินหลายแห่ง และหลายประเทศ โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ฉ้อโกง และภัยไซเบอร์ในภาคการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ธปท. จึงใช้กรอบกรอบนวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Innovation Framework) ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีที่มั่นคง ธรรมาภิบาลที่ดี และกลไกเศรษฐกิจที่เหมาะสม เพื่อให้การพัฒนานวัตกรรมควบคู่กับการคุ้มครองผู้บริโภค การเข้าถึงบริการอย่างทั่วถึง และความเชื่อมั่นต่อระบบการเงิน โดยมาตรฐานร่วมยังช่วยลดความแตกแยกของระบบและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ
นายวิทัยกล่าวว่า การฉ้อโกงดิจิทัลเป็นปัญหาระดับโลก เพราะอาชญากรรมดำเนินการข้ามพรมแดน จึงต้องแก้ไขด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศ หากมาตรการป้องกันไม่สอดคล้องกัน กิจกรรมผิดกฎหมายก็อาจย้ายไปยังส่วนที่มีระบบป้องกันอ่อนแอกว่า
ด้วยเหตุนี้ IMF และธนาคารโลกจึงร่วมกับ ธปท. เปิดตัว Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services หรือกรอบแนวทางกรุงเทพฯ เพื่อสร้างระบบบริการทางการเงินที่ทนทานต่อการฉ้อโกง โดยกำหนดข้อพิจารณาสำคัญ 12 ประการ ภายใต้ 5 เสาหลัก ได้แก่ การป้องกัน การตรวจจับ การตอบสนอง การแบ่งปันข้อมูล และความรับผิดชอบ
กรอบดังกล่าวเปิดให้แต่ละประเทศปรับใช้ตามบริบทของตนเอง พร้อมส่งเสริมมาตรฐานและความร่วมมือข้ามพรมแดน โดยต้องอาศัยการกำหนดความรับผิดชอบที่ชัดเจน การแบ่งปันข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ และแรงจูงใจที่เหมาะสม เพื่อให้การดำเนินงานประสานกันและขยายผลได้จริง ท่ามกลางเทคโนโลยี รูปแบบธุรกิจ และความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง