SEAISI ชี้ข้อกังวลคุณภาพเหล็กเส้นเตา IF ในอาเซียน เสนอทบทวนมาตรฐานและแนวทางกำกับดูแล แนะทยอยยุติเตา IF ภายใน 3 ปี ห่วงความปลอดภัยประชาชน

นายยิว วี จิน เลขาธิการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAISI) ได้สะท้อนข้อกังวลเกี่ยวกับคุณภาพเหล็กเส้นที่ผลิตด้วยเตาหลอมเหนี่ยวนำ (Induction Furnace: IF) ในการประชุม ASEAN Policymakers Conference on Steel ครั้งที่ 2 และ ASEAN Iron and Steel Forum 2026 ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อเดือนก.ย.2569 ที่ผ่านมา โดยชี้ว่าประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่พบทั้งในประเทศไทยและฟิลิปปินส์ และเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบมาตรฐานวัสดุก่อสร้าง

กรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มในประเทศไทย เป็นหนึ่งในกรณีที่ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับคุณภาพเหล็กเส้น โดยจากข้อมูลระบุว่า ผลตรวจตัวอย่างเหล็กเส้นขนาด 12, 20 และ 32 มิลลิเมตรที่เกี่ยวข้องกับอาคารดังกล่าว พบว่าประมาณ 90% ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ขณะที่ประมาณ 10% ไม่ผ่านเกณฑ์

ทั้งนี้ ข้อมูลเดียวกันระบุด้วยว่า ปัจจัยด้านการออกแบบและวิธีการก่อสร้างเป็นประเด็นสำคัญในการพิจารณาสาเหตุการถล่ม จึงไม่ควรสรุปว่าเหล็กเป็นสาเหตุโดยตรงจากข้อมูลดังกล่าวเพียงอย่างเดียว

นายยิวตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาคุณภาพเหล็กที่ผลิตด้วยเตา IF เป็นประเด็นที่มีการพูดถึงมาเป็นเวลานาน พร้อมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของเทคโนโลยีการผลิตและความเชื่อมั่นต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์

สำหรับฟิลิปปินส์จากข้อมูล ระบุว่า สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าฟิลิปปินส์ (PISI) ตรวจพบเหล็กเส้นที่ไม่ผ่านข้อกำหนดจากการสุ่มซื้อสินค้าตามร้านจำหน่ายวัสดุก่อสร้างในพื้นที่ตอนเหนือของเกาะลูซอน โดยตัวอย่างเกือบครึ่งหนึ่งไม่ผ่านเกณฑ์ด้านความคลาดเคลื่อนของน้ำหนักและการยืดตัว ทั้งยังพบเหล็กเส้นที่มีคุณสมบัติต่ำกว่าเกณฑ์จากการตรวจสอบในเกาะมินดาเนา ซึ่งข้อมูลระบุว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตที่ใช้เตา IF เช่นกัน

ในด้านเทคนิค สถาบันยังระบุว่า กระบวนการผลิตด้วยเตา IF ไม่มีขั้นตอนการปรับคุณภาพน้ำเหล็กขั้นต้น (Primary Refining) เช่นเดียวกับกระบวนการผลิตบางประเภทที่ใช้เตาออกซิเจนพื้นฐาน (BOF) หรือเตาอาร์กไฟฟ้า (EAF) จึงมีข้อกังวลเกี่ยวกับการกำจัดสิ่งเจือปนในเนื้อเหล็ก โดยงานศึกษาที่เอกสารอ้างถึงพบปริมาณสิ่งแทรกในเนื้อเหล็กสูงกว่าเหล็กจากกระบวนการ BOF และ EAF ประมาณ 4–5 เท่า ซึ่งอาจส่งผลต่อความเหนียว ความสามารถในการยืดตัว และความทนทานต่อแรงที่เกิดซ้ำ

นายยิว กล่าวว่าข้อเสนอของคณะทำงาน AISC Task Force ครอบคลุมการทบทวนความเหมาะสมของการใช้เตา IF ในการผลิตเหล็กก่อสร้าง การพิจารณาจำกัดการใช้ในงานที่ไม่ใช่โครงสร้างรับแรงสำคัญ และการศึกษาความเป็นไปได้ในการทยอยปรับเปลี่ยนภายใน 3 ปี โดยระหว่างเปลี่ยนผ่านควรกำหนดเงื่อนไขด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การประเมินคุณภาพเหล็กจากหลักฐานการตรวจสอบ และการพิจารณาว่ามาตรฐานกับระบบกำกับดูแลในปัจจุบันมีความเหมาะสมเพียงใด เพื่อให้วัสดุก่อสร้างที่นำไปใช้ในงานโครงสร้างเป็นไปตามข้อกำหนดด้านคุณภาพและความปลอดภัย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน