ภูเก็ตขยับสู่ตลาดที่อยู่อาศัยระดับโลก รับแรงหนุนไฮซีซันและกลุ่มผู้ซื้อกำลังซื้อสูง TITLE เปิด 2 คอนโดฯ มูลค่ารวม 2,500 ล้านบาท ด้านเอเอจีฯ ปั้นพูลวิลล่าอัลตร้าลักชัวรีบน Millionaire’s Mile ขณะที่แสนสิริขยายพอร์ตคอนโดฯ ใกล้หาด 3 ทำเล และซอนทานารุกตลาดเช่าระยะกลาง รองรับ Digital Nomad และผู้พำนักระยะยาว
วันที่ 25 ต.ค. 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตกำลังขยายตัวรับการเปลี่ยนผ่านจากเมืองท่องเที่ยวสู่จุดหมายปลายทางด้านการอยู่อาศัยระยะยาวของชาวต่างชาติและผู้มีกำลังซื้อสูงจากทั่วโลก โดยเฉพาะความต้องการบ้านหลังที่สอง คอนโดมิเนียมใกล้ชายหาด และที่พักอาศัยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และสุขภาพ ท่ามกลางการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปีและการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัด
ส่งผลให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เดินหน้าขยายโครงการในทำเลศักยภาพ พร้อมพัฒนารูปแบบสินค้าให้สอดรับกับความต้องการที่หลากหลาย ตั้งแต่คอนโดมิเนียมเพื่อการพักผ่อน พูลวิลล่าระดับอัลตร้าลักชัวรี ไปจนถึงบริการบริหารจัดการที่พักสำหรับตลาดเช่าระยะกลางและระยะยาว

TITLE ผุด 2 คอนโด รับดีมานด์บ้านหลังที่ 2
นายดรงค์ หุตะจูฑะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE ในเครือแอสเซทไวส์ (ASW) เปิดเผยว่า ภูเก็ตกำลังเข้าสู่ช่วงไฮซีซันตั้งแต่ไตรมาส 4/2569 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1/2570 โดยมีกลุ่มนักท่องเที่ยว ผู้ซื้อบ้านหลังที่สอง เจ้าของธุรกิจ ครอบครัวกำลังซื้อสูง และ Digital Nomad เดินทางเข้ามาพักอาศัยระยะยาว ขณะที่การลงทุนโครงการไลฟ์สไตล์ขนาดใหญ่และการจัดเทศกาลระดับนานาชาติช่วยเพิ่มความน่าสนใจของจังหวัด
TITLE จึงเปิดตัวคอนโดมิเนียมเพื่อการพักผ่อน (Leisure Condominium) ใหม่ 2 โครงการ มูลค่ารวม 2,500 ล้านบาท ได้แก่ “ฟิซ” (Fizz) มูลค่าโครงการกว่า 1,100 ล้านบาท บนทำเลหาดกะตะ และ “เดอะ ควอซ” (The Kuartz) มูลค่าโครงการ 1,400 ล้านบาท บนทำเลหาดกะรน ถือเป็นการขยายตลาดจากทำเลกะตะไปสู่กะรนเป็นครั้งแรก
โครงการฟิซพัฒนาบนที่ดินกว่า 2 ไร่ เป็นอาคารสูง 7 ชั้น 1 อาคาร พร้อมอาคารส่วนกลาง มีห้องพักอาศัย 135 ยูนิต ตั้งอยู่ห่างจากหาดกะตะประมาณ 700 เมตร ภายใต้แนวคิด “Heaven on the Beach” มีห้องขนาด 1-3 ห้องนอน พื้นที่ 31-110 ตารางเมตร พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ สระว่ายน้ำ ฟิตเนส พื้นที่ทำงานร่วมกัน สนามเด็กเล่น และพื้นที่รองรับสัตว์เลี้ยง คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในไตรมาส 1/2572

ส่วนเดอะ ควอซ เป็นคอนโดมิเนียมสูง 7 ชั้น จำนวน 2 อาคาร ตั้งอยู่ห่างจากหาดกะรนประมาณ 400 เมตร ภายใต้แนวคิด “Where Coastal Living Shines” เน้นการอยู่อาศัยระดับพรีเมียม มีห้องขนาด 1-2 ห้องนอน พื้นที่ 32-97 ตารางเมตร พร้อมพื้นที่ส่วนกลางสไตล์รีสอร์ตและสิ่งอำนวยความสะดวกบนดาดฟ้าที่เปิดรับวิวทะเล คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 1/2572
นายดรงค์ระบุว่า หาดกะตะมีจุดเด่นด้านกิจกรรมชายหาดและไลฟ์สไตล์ที่มีชีวิตชีวา ขณะที่หาดกะรนมีแนวชายหาดทอดยาวและบรรยากาศที่สงบกว่า ทั้งสองทำเลสามารถเชื่อมต่อไปยังหาดป่าตองได้สะดวก จึงมีศักยภาพรองรับทั้งผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัย ผู้ซื้อบ้านพักตากอากาศ และกลุ่มที่มองหาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนระยะยาว

เอเอจีฯ ปั้น “แนชเชอแรล กมลา” เจาะตลาดอัลตร้าลักชัวรี-เวลเนส
ด้านนายวิโรจน์ จงศุจิพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเอจี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เปิดเผยถึงการเปิดตัวโครงการ “แนชเชอแรล กมลา” (Naturale Kamala) พูลวิลล่าระดับอัลตร้าลักชัวรีบนเนินเขาเหนือหาดกมลา บริเวณ Millionaire’s Mile ซึ่งเป็นทำเลที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีที่มีชื่อเสียงของภูเก็ต โครงการชูแนวคิด “Your Private World of Wellness. Longevity, Naturally.” ผสานการอยู่อาศัยที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ การฟื้นฟูร่างกาย ความเป็นส่วนตัว และการใกล้ชิดธรรมชาติ
นายวิโรจน์กล่าวว่า ภูเก็ตมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาสนามบิน ระบบคมนาคม โรงพยาบาลนานาชาติ โรงเรียนนานาชาติ และโครงการไลฟ์สไตล์ขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยเสริมความพร้อมของจังหวัดในการรองรับทั้งนักท่องเที่ยวและผู้ที่ต้องการย้ายมาพำนักระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพชีวิต

สำหรับแนชเชอแรล กมลา พัฒนาบนที่ดินวิวทะเลของครอบครัวที่เก็บรักษาไว้นานเกือบ 30 ปี โดยออกแบบภายใต้แนวคิดการผสานเวลเนสเข้ากับงานสถาปัตยกรรมและความประณีตในการก่อสร้าง มีวิลล่า 3 คอลเลกชัน ได้แก่ วิลล่าอันดามัน (Villa Andaman) วิลล่ากมลา (Villa Kamala) และวิลล่าอาเรีย (Villa Aria) ขนาดตั้งแต่ 3-9 ห้องนอน พร้อมพื้นที่ใช้ชีวิตทั้งภายในและภายนอกอาคาร สระว่ายน้ำ ศาลาพักผ่อน และระเบียงที่เปิดรับวิวทะเลอันดามัน
โครงการดังกล่าวสะท้อนทิศทางการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การอยู่อาศัยมากกว่าตัวผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว โดยนำแนวคิด Wellness และ Longevity มาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบบ้าน เพื่อรองรับกลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการบ้านพักตากอากาศซึ่งสามารถใช้เป็นพื้นที่พักผ่อนและอยู่อาศัยได้ในระยะยาว

แสนสิริขยายพอร์ต 3 ทำเล ป่าตอง-ราไวย์-ในยาง
ขณะที่บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เดินหน้าขยายพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต โดยเริ่มทยอยขึ้นรั้วโครงการใหม่ในหลายทำเลใกล้ชายหาด ภายใต้แนวคิด “Living Well, by the Sea” มุ่งนำเสนอการใช้ชีวิตใกล้ทะเลควบคู่กับความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งไลฟ์สไตล์ รองรับทั้งลูกค้าชาวไทย ชาวต่างชาติ ผู้ทำงานทางไกล และนักลงทุน
แสนสิริวางหมากขยายตลาดใน 3 ทำเลสำคัญ ได้แก่ ป่าตอง ซึ่งเป็นการกลับมาพัฒนาคอนโดมิเนียมในทำเลนี้อีกครั้งในรอบ 12 ปี, ราไวย์ ซึ่งชูจุดขายคอนโดมิเนียมติดชายหาดพร้อมวิวทะเลแบบพาโนรามา และ ในยาง ซึ่งเป็นทำเลใหม่ 2 จุดที่เน้นความใกล้ชิดธรรมชาติ ใกล้ชายหาดและอุทยานแห่งชาติสิรินาถ รวมถึงเดินทางสะดวกจากสนามบินภูเก็ต

การขยายโครงการในครั้งนี้สะท้อนแนวทางของผู้ประกอบการที่กระจายสินค้าไปยังทำเลชายหาดหลายรูปแบบ ทั้งพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอย่างป่าตอง ทำเลริมทะเลที่มีข้อจำกัดด้านที่ดินอย่างราไวย์ และพื้นที่ใกล้ธรรมชาติอย่างในยาง เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อที่มีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน ตั้งแต่การซื้อเพื่อพักผ่อน การอยู่อาศัยระยะยาว ไปจนถึงการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
ซอนทานารุกตลาดเช่าระยะกลาง ดันพอร์ตทะลุ 500 ยูนิต ในปี 70
ส่วนตลาดเช่าระยะกลางและระยะยาว นายชัชกร พฤกษานานนท์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซอนทานา จำกัด (Sontana) เปิดเผยว่า บริษัทก่อตั้งขึ้นจากการมองเห็นช่องว่างตลาดหลังโควิด-19 เมื่อชาวต่างชาติจำนวนหนึ่งต้องการเข้ามาพำนักในประเทศไทยเป็นเวลาหลายเดือน แต่ประสบข้อจำกัดในการหาที่พัก เนื่องจากเจ้าของคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่มุ่งปล่อยเช่าด้วยสัญญารายปี
ซอนทานาจึงพัฒนาโมเดลบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร หรือ Serviced Residence Operator ภายใต้แนวทาง Asset-Light ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของสินทรัพย์เอง แต่ทำงานร่วมกับเจ้าของห้องชุดเพื่อนำที่พักที่ตกแต่งพร้อมอยู่มาปล่อยเช่าตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป พร้อมทีมบริการและซ่อมบำรุงตลอด 24 ชั่วโมง โดยเน้นกลุ่มชาวต่างชาติ นักธุรกิจ และ Digital Nomad ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการเช่า

นายชัชกรระบุว่า บริษัทสามารถรักษาอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของพอร์ตโฟลิโอไว้ที่ 85-90% และใช้ข้อมูลความต้องการเช่าในแต่ละทำเลมาประกอบการคัดเลือกห้องชุด รวมถึงกำหนดราคาเช่าให้สอดคล้องกับสภาพตลาด ปัจจุบันค่าเช่าคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ภายใต้การบริหารของบริษัทเริ่มต้นประมาณ 30,000 บาทต่อเดือนสำหรับห้อง 1 ห้องนอน และ 50,000 บาทต่อเดือนสำหรับห้อง 2 ห้องนอน ขณะที่ยูนิตระดับลักชัวรีมีค่าเช่าสูงถึง 120,000-200,000 บาทต่อเดือน
ในปี 2569 ซอนทานาขยายธุรกิจสู่ภูเก็ตอย่างเป็นทางการตั้งแต่ช่วงกลางปี โดยร่วมมือกับบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) นำห้องชุดจากโครงการภายใต้แบรนด์เดอะ เบส (THE BASE) และแคนวาส (CANVAS) เข้ามาบริหารจัดการ เพื่อรองรับความต้องการเช่าที่เปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล โดยเฉพาะช่วงไฮซีซันที่ค่าเช่าอาจสูงกว่าช่วงโลว์ซีซัน 3-4 เท่า บริษัทจึงนำระบบ Dynamic Pricing มาใช้วิเคราะห์และบริหารราคาเช่าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสร้างรายได้ให้เจ้าของสินทรัพย์
นอกจากการบริหารคอนโดมิเนียมแล้ว ซอนทานายังอยู่ระหว่างเจรจากับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หลายราย และขยายความร่วมมือกับเจ้าของอะพาร์ตเมนต์และเซอร์วิสอะพาร์ตเมนต์ เพื่อเพิ่มอัตราการเข้าพักและยกระดับการบริหารจัดการทรัพย์สิน โดยตั้งเป้าขยายจำนวนห้องพักภายใต้การบริหารให้มากกว่า 500 ยูนิต ภายในปี 2570 พร้อมวางแผนขยายไปยังหัวเมืองท่องเที่ยวอื่น เช่น พัทยา หัวหิน และเชียงใหม่
ภาพรวมความเคลื่อนไหวของทั้ง 4 บริษัทสะท้อนว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตกำลังขยายตัวในหลายระดับ ตั้งแต่คอนโดมิเนียมใกล้ชายหาดที่เน้นไลฟ์สไตล์ พูลวิลล่าระดับอัลตร้าลักชัวรีที่ผสานเวลเนส ไปจนถึงบริการบริหารที่พักเพื่อรองรับผู้เช่าระยะยาว โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ความต้องการบ้านหลังที่สอง และกลุ่มผู้พำนักที่ต้องการใช้ชีวิตในภูเก็ตนานกว่าการเดินทางท่องเที่ยวทั่วไป