บีโอไอเผยยอดขอส่งเสริมลงทุน 9 เดือน มูลค่า 1.71 ล้านล้านบาท นำโดยดิจิทัลกว่า 1.17 ล้านล้านบาท ห่วงโซ่อุปทาน AI กว่า 1.2 ล้านล้านบาท หนุน FDI โต 62%
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ท่ามกลางการโยกย้ายฐานลงทุนทั่วโลกจากแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ประเทศไทยยังได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง
โดยช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม–กันยายน 2569) มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน 1,954 โครงการ มูลค่ารวม 1,707,430 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
เพราะแรงขับเคลื่อนหลักมาจากอุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ เกษตรและอาหาร สะท้อนความเชื่อมั่นต่อการปรับปรุงกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน มาตรการ Thailand FastPass และการพัฒนาบุคลากรผ่าน Skill Bridge
@ดิจิทัล–AI–เซมิคอนดักเตอร์ ดันลงทุนกว่า 1.2 ล้านล้านบาท
อุตสาหกรรมดิจิทัลมีมูลค่าคำขอสูงสุดกว่า 1.17 ล้านล้านบาท จาก 139 โครงการ เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว
รองลงมาคืออิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 189,370 ล้านบาท จาก 262 โครงการ เพิ่มขึ้น 7% ตามความต้องการเทคโนโลยี AI เซมิคอนดักเตอร์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก
เฉพาะกิจการที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน AI มีคำขอ 111 โครงการ มูลค่ากว่า 1.2 ล้านล้านบาท ครอบคลุม Data Center, Data Hosting, คลาวด์ การออกแบบชิป
การผลิตและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ วงจรรวม แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) โฟโตนิกส์ ระบบจ่ายและแปลงไฟฟ้า AI Server ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) และชิ้นส่วน
บริษัทสำคัญที่ยื่นขอรับการส่งเสริม ได้แก่ อนาล็อก ดิไวเซส (ADI) ด้านการทดสอบเซมิคอนดักเตอร์และวงจรรวม เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ ด้านแผงวงจรและระบบไฟฟ้า เวสเทิร์น ดิจิตอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์
ด้าน HDD อีออปโตลิงค์ เทคโนโลยี ด้านอุปกรณ์โฟโตนิกส์และ Optical Transceiver และซิเลซติกา ด้าน Network Switch, Mainboard และ AI Server
การขยายตัวของ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ยังสร้างความต้องการเซิร์ฟเวอร์ ระบบจัดเก็บและรับส่งข้อมูลความเร็วสูง ระบบจ่ายไฟและระบายความร้อน ช่วยดึงดูดผู้ผลิตเข้ามาลงทุน และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยร่วมผลิตชิ้นส่วน ติดตั้ง และบำรุงรักษาระบบ เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกับฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศ
@เกษตรและอาหารโต 59% ต่อยอดวัตถุดิบไทย
อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารมีคำขอ 218 โครงการ มูลค่า 80,190 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59% ครอบคลุมอาหารและเครื่องดื่มสมัยใหม่ อาหารสัตว์ แป้งแปรรูปและสารสกัดจากวัตถุดิบธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ยาง ตลอดจนผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์จากผลผลิตหรือเศษวัสดุทางการเกษตร
ตัวอย่างผู้ลงทุน ได้แก่ เนสท์เล่ ด้านกาแฟและอาหารสัตว์เลี้ยง ไทย อินาบะ ฟูดส์ ด้านอาหารสัตว์เลี้ยง สยาม ควอลิตี้ สตาร์ช และสยาม มอดิฟายด์ สตาร์ช ด้านแป้งแปรรูปคุณสมบัติพิเศษ และยูโรเปี้ยนฟู้ด ด้านขนมขบเคี้ยว ช่วยเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศและต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง
ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองธนาคารโลกที่มองว่าบริการดิจิทัล การผลิตขั้นสูง และเกษตรและอาหาร เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างงานคุณภาพ ควบคู่การพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ทั้ง AI เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอากาศยาน ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์
@พลังงานและสาธารณูปโภค 313 โครงการ สูงสุดด้านจำนวน
อุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภคมีคำขอมากที่สุด 313 โครงการ มูลค่า 59,870 ล้านบาท ครอบคลุมโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ทั้งแสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล และก๊าซชีวภาพ รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมและการผลิตน้ำเพื่ออุตสาหกรรม
เพื่อรองรับฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงที่ต้องการพลังงานและสาธารณูปโภคมั่นคง ตลอดจนพลังงานสะอาดซึ่งมีความสำคัญต่อการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น
อุตสาหกรรมอื่นที่มีคำขอ ได้แก่ โลจิสติกส์และบริการ 51,820 ล้านบาท จาก 236 โครงการ ยานยนต์และชิ้นส่วน 36,340 ล้านบาท จาก 191 โครงการ แร่ โลหะและวัสดุ 28,460 ล้านบาท จาก 183 โครงการ
เคมีและปิโตรเคมี 22,160 ล้านบาท จาก 178 โครงการ และเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ 18,880 ล้านบาท จาก 122 โครงการ
@ภาคกลาง-ตะวันออกครอง 93% ภาคใต้ลงทุนโต 40%
ภาคกลางมีมูลค่าคำขอสูงสุด 955,260 ล้านบาท จาก 778 โครงการ รองลงมาคือภาคตะวันออก 632,320 ล้านบาท จาก 856 โครงการ รวมกันคิดเป็น 93% ของมูลค่าคำขอทั้งหมด สะท้อนบทบาทของทั้งสองภูมิภาคในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมหลักของประเทศ
ภาคใต้มีมูลค่าคำขอ 34,140 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% โดยเด่นในธุรกิจโรงแรม เกษตรและอาหาร เช่น น้ำมันปาล์ม การแปรรูปยางและผลิตภัณฑ์ยาง รวมถึงพลังงานหมุนเวียน จังหวัดที่มีมูลค่าลงทุนสูง
ได้แก่ ภูเก็ต พังงา สงขลา และสุราษฎร์ธานี เปิดโอกาสต่อยอดการท่องเที่ยวและวัตถุดิบเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าและการจ้างงาน
ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีมูลค่า 23,930 ล้านบาท ภาคเหนือ 12,680 ล้านบาท และภาคตะวันตก 8,960 ล้านบาท
@FDI โต 62% แตะ 1.55 ล้านล้านบาท
การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีคำขอ 1,309 โครงการ มูลค่า 1,550,784 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการลงทุนขนาดใหญ่จากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก และความเชื่อมั่นต่อศักยภาพประเทศไทย
นักลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่
สิงคโปร์ 1,164,595 ล้านบาท จาก 214 โครงกา
จีน 63,390 ล้านบาท จาก 493 โครงการ
สหราชอาณาจักร 48,311 ล้านบาท จาก 15 โครงการ
ญี่ปุ่น 45,478 ล้านบาท จาก 192 โครงการ
และไต้หวัน 43,243 ล้านบาท จาก 70 โครงการ
เงินลงทุนจากต่างประเทศส่วนใหญ่กระจุกตัวในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังมีโครงการขนาดใหญ่ในอาหารและเครื่องดื่ม อาหารสัตว์ ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักรและชิ้นส่วนความแม่นยำสูง ผลิตภัณฑ์โลหะ และเคมีภัณฑ์
@อนุมัติลงทุนกว่า 1.51 ล้านล้านบาท คาดจ้างงานเพิ่ม 1.16 แสนตำแหน่ง
ในช่วง 9 เดือนแรก บีโอไออนุมัติส่งเสริมการลงทุน 1,951 โครงการ มูลค่ารวม 1,512,600 ล้านบาท ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้จัดหาวัตถุดิบ และผู้ให้บริการแก่โครงการลงทุน
คาดว่าจะจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มกว่า 116,000 ตำแหน่ง
ใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศกว่า 693,000 ล้านบาทต่อปี
สร้างมูลค่าส่งออกกว่า 1.96 ล้านล้านบาทต่อปี
ส่วนการออกบัตรส่งเสริม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใกล้เคียงกับการลงทุนจริงมากที่สุด มี 1,961 โครงการ มูลค่า 1,047,710 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เป็นสัญญาณว่าเม็ดเงินลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาทมีแนวโน้มเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในระยะใกล้
ขณะเดียวกัน ยังยกระดับอุตสาหกรรมเดิมผ่านมาตรการ Smart and Sustainable Industry โดยมีคำขอ 196 โครงการ มูลค่า 20,431 ล้านบาท
เพื่อปรับปรุงเครื่องจักร เพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดพลังงาน ใช้พลังงานทดแทนและเทคโนโลยีดิจิทัล ตลอดจนนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ และเสริมความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
นายนฤตม์กล่าวว่า ยอดขอรับการส่งเสริมกว่า 1.7 ล้านล้านบาท สะท้อนทิศทางการลงทุนที่มุ่งสู่อุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง เปิดโอกาสให้ไทยเพิ่มบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน AI ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การผลิตอุปกรณ์ และบริการที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม เราจึงเดินหน้าดึงดูดการลงทุนใหม่ควบคู่กับการยกระดับอุตสาหกรรมเดิม พัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากร พร้อมผลักดันผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว